อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือ
ด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก
อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก
รัฐภาคีแห่งอนุสัญญาฉบับนี้
ยอมรับ ความสำคัญของการแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศทางสันติเพื่อส่งเสริมการ
พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคนี้
ปรารถนา ที่จะกระชับความร่วมมือพหุภาคีระหว่างประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
ในสาขาอวกาศ บนพื้นฐานแห่งการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ
ตระหนักถึง ความเป็นจริงในความมหาศาลของทรัพยากรทางวิชาการ การเงิน และบุคคลที่
จำเป็นต่อการพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ มีถึงขนาดที่ควรจะ
รวมทรัพยากรต่าง ๆ ของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าด้วยกันเพื่อดำเนินกิจกรรมเหล่านั้น
ยอมรับว่า อนุสัญญาฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐสมาชิกแห่งภูมิภาคในความร่วมมือพหุภาคีใน
ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ เทคโนโลยีอวกาศรวมทั้งการประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างสันติโดยให้มีการนำ
ทรัพยากรด้านเทคโนโลยี การเงินและบุคคลมารวมกัน เพื่อที่จะทำให้รัฐสมาชิกสามารถร่วมกันพัฒนาใน
ส่วนของโครงการ/กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาขาต่าง ๆ เหล่านั้น
เชื่อว่า การจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก ที่เป็นอิสระเพื่อความร่วม
มือพหุภาคีของภูมิภาคในการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศซึ่งอยู่
บนพื้นฐานแห่งการใช้ประโยชน์อวกาศโดยสันติ หลักแห่งผลประโยชน์ร่วมกันและการเสริมซึ่งกันและกัน
รวมทั้งการหารือและการพัฒนาด้วยความเทียมกัน จะปรับปรุงสมรรถนะของรัฐสมาชิกให้มีประสิทธิภาพ
ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติ และจะก่อให้เกิด
ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อรัฐสมาชิกแต่ละรัฐมากขึ้น
ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้
บทที่ ๑ เรื่องทั่วไป
ข้อ ๑
การจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก
๑. องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิกได้จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญานี้ (ต่อไปในที่นี้
เรียกว่า “องค์การ”)
๒. สำนักงานใหญ่ขององค์การ จะตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซึ่งต่อไปในที่นี้เรียกว่า “รัฐ
เจ้าภาพ”)
๓. ในการหารือกับรัฐบาลของรัฐเจ้าภาพ องค์การอาจจัดให้มีสำนักงานสาขาและสิ่งอำนวย
ความสะดวกที่เกี่ยวข้องภายในดินแดนของรัฐเจ้าภาพ
๔. ในการหารือกับรัฐสมาชิกอื่น องค์การอาจจัดให้มีสำนักงานสาขาและสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่เกี่ยวข้องภายในดินแดนของรัฐสมาชิกอื่นได้
ข้อ ๒
คำนิยาม
เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญาฉบับนี้
ก) “องค์การ” หมายถึง องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (แอ๊ปสโค)
ข) “รัฐบาลเจ้าภาพ” หมายถึง รัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งองค์การ
ค) “รัฐสมาชิก” หมายถึง รัฐสมาชิกขององค์การ
ง) “คณะมนตรี” หมายถึง หน่วยงานสูงสุดขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชีย
แปซิฟิกซึ่งประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับการมอบอำนาจอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิก
จ) “ประธาน” หมายถึง ประธานของคณะมนตรี
ฉ) “สำนักงานเลขาธิการ” หมายถึง องค์กรบริหารขององค์การ ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ใน
สาธารณรัฐประชาชนจีน
ช) “เลขาธิการ” หมายถึง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและเป็นตัวแทนทางกฎหมายของ
องค์การ
ข้อ ๓
สถานะทางกฎหมาย
ให้องค์การเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล องค์การเป็นหน่วยงานอิสระที่มิได้
แสวงหากำไรที่มีนิติฐานะระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์
ข้อ ๔
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ขององค์การ มีดังนี้
๑. ส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านอวกาศของรัฐสมาชิก โดย
กำหนดพื้นฐานแห่งความร่วมมือเพื่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอวกาศอย่างสันติ
๒. ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพในอันที่จะช่วยเหลือรัฐสมาชิกในด้านการวิจัย การพัฒนา
เทคโนโลยีอวกาศ การประยุกต์ใช้ประโยชน์ และการฝึกอบรมโดยดำเนินการ และนำนโยบายการพัฒนา
กิจการอวกาศไปปฏิบัติ
๓. ส่งเสริมความร่วมมือ การพัฒนาร่วมกับและการแบ่งปันความสำเร็จ ระหว่างรัฐสมาชิกใน
ด้านเทคโนโลยีอวกาศ และการประยุกต์ใช้ประโยชน์ เช่นเดียวกับการวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศโดยการใช้
ประโยชน์จากการชักนำศักยภาพด้านความร่วมมือในภูมิภาค
๔. ขยายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องของรัฐสมาชิก และส่งเสริมการใช้
เทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในเชิงอุตสาหกรรม
๕. มีส่วนช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากอวกาศโดยสันติ ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่าง
ประเทศด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์
ข้อ ๕
นโยบายด้านอุตสาหกรรม
๑. คณะมนตรีต้องจัดทำนโยบายด้านอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับการดำเนินโครงการและ
กิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิกอย่างคุ้มค่า
๒. ภาคอุตสาหกรรมของรัฐสมาชิกทั้งปวงจะต้องได้รับบุริมสิทธิ์/โอกาสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป
ได้ที่จะเข้าร่วมในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำโครงการและกิจกรรมขององค์การไปปฏิบัติ
๓. ในระหว่างการนำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การไปปฏิบัติ รวมทั้งการพัฒนา
เทคโนโลยีอวกาศและผลผลิตจากเทคโนโลยีอวกาศที่เกี่ยวข้อง องค์การต้องทำให้แน่ใจว่ารัฐสมาชิกทั้งปวง
จะมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมตามสัดส่วนของเงินลงทุน ซึ่งอาจรวมถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยี
๔. แนวคิด “ผลตอบแทนที่ยุติธรรม” สำหรับรัฐสมาชิกต้องเป็นเสาหลักของนโยบายด้าน
อุตสาหกรรมขององค์การ องค์การต้องพยายามเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม
ของรัฐสมาชิก โดยการใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านอุตสาหกรรมที่มีอยู่ของรัฐสมาชิกในเบื้องต้น โดยการ
พัฒนา รวมทั้งการธำรงไว้ซึ่งเทคโนโลยีอวกาศและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังกล่าว ตลอดจนการกระตุ้นให้มีการ
พัฒนาโครงสร้างทางอุตสาหกรรมตามความต้องการของตลาด
๕. นโยบายด้านอุตสาหกรรมต้องมีเป้าหมายหลัก ดังนี้
ก) การพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้แข่งขันได้โดยใช้การประกวดราคา
แข่งขันอย่างเสรี
ข) การกระจายเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องระหว่างรัฐสมาชิก เพื่อก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญเฉพาะที่
จำเป็นสำหรับโครงการและกิจกรรมขององค์การ
๖. ในการนำนโยบายด้านอุตสาหกรรมไปปฏิบัติ ประธานคณะมนตรีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
ของคณะมนตรี
บทที่ ๒ ขอบเขตของความร่วมมือและกิจกรรมด้านความร่วมมือ
ข้อ ๖
ขอบเขตของความร่วมมือ
องค์การจะดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามสาขาแห่งความร่วมมือ ดังนี้
๑. เทคโนโลยีอวกาศและโครงการการประยุกต์ใช้ประโยชน์
๒. การสำรวจโลก การจัดการภัยพิบัติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การสื่อสารผ่านดาวเทียม
การนำทางและกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียม
๓. การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ
๔. การศึกษา การฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์/ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
๕. การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อการพัฒนาโครงการขององค์การ ตลอดจนการเผยแพร่ข้อ
สนเทศทางวิชาการ และข้อสนเทศอื่นที่เกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมขององค์การ
๖. โครงการความร่วมมืออื่น ๆ ที่รัฐสมาชิกได้ตกลงกัน
ข้อ ๗
กิจกรรมพื้นฐาน
๑. กิจกรรมพื้นฐานขององค์การจะรวมถึง
ก) การจัดทำแผนงานด้านกิจกรรม และพัฒนาอวกาศขององค์การ
ข) การวิจัยขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้
ค) การขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศที่ได้มีการพัฒนาถึงขั้นใช้งานได้แล้ว
ง) การจัดกิจกรรมการศึกษา และฝึกอบรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ ตลอด
จนการประยุกต์ใช้ประโยชน์
จ) การบริหารงานและดูแลสำนักงานสาขา และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนระบบเครือ
ข่ายขององค์การ
ฉ) ดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
๒. รัฐสมาชิกทั้งปวงต้องร่วมในกิจกรรมพื้นฐานดังกล่าวในวรรค ๑ ของข้อนี้
ข้อ ๘
กิจกรรมทางเลือก
๑. นอกเหนือจากกิจกรรมพื้นฐานที่ระบุในข้อ ๗ แล้ว องค์การจะต้องให้คำแนะนำและจัดให้มี
โครงการด้านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์อวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมแก่รัฐสมาชิก สำหรับ
นำไปปฏิบัติร่วมกันโดยรัฐสมาชิกที่เลือกเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว
๒. โครงการเช่นว่านั้นจะดำเนินการตามหลักของผลตอบแทนจากการลงทุน รัฐสมาชิกจะได้รับ
ผลตอบแทนจากกิจกรรมที่เลือกไว้ ตามสัดส่วนของการลงทุนที่รัฐสมาชิกเข้าร่วม
บทที่ ๓ สมาชิกภาพ
ข้อ ๙
สมาชิก
๑. องค์การจะเปิดรับสมาชิกทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติในภูมิภาคเอเชีย
แปซิฟิก
๒. รัฐสมาชิกจะมีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการออกเสียงลงคะแนน
๓. รัฐสมาชิกทั้งปวงจะมีสิทธิเข้าร่วมโครงการความร่วมมือและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดย
องค์การ
๔. รัฐสมาชิกทั้งปวงจะต้องมีส่วนร่วมชำระค่าบำรุงสำหรับการดำเนินงานขององค์การ
๕. การเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ จะไม่มีผลกระทบต่อความร่วมมือทวิภาคีและ
พหุภาคีของรัฐสมาชิกที่มีในปัจจุบันหรืออนาคต
๖. รัฐสมาชิกใด ๆ ของสหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้าน
อวกาศ อาจได้รับสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์โดยความเห็นชอบของคณะมนตรีอย่างเป็นเอกฉันท์ ผู้
สังเกตการณ์จะไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมของคณะมนตรี
๗. รัฐที่มิได้อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ สามารถสมัครเป็น
สมาชิกสมทบได้ คณะมนตรีอาจพิจารณาตัดสินโดยฉันทามติให้เข้าร่วมองค์การ คณะมนตรีอาจตัดสินโดย
ฉันทามติในเรื่องข้อกำหนดและเงื่อนไขในการเข้าเป็นสมาชิกร่วม (การชำระค่าบำรุง การมีส่วนร่วมใน
กิจกรรมพื้นฐาน และกิจกรรมความร่วมมือต่าง ๆ ขององค์การ ฯลฯ) สมาชิกสมทบจะไม่มีสิทธิออกเสียงลง
คะแนนในการประชุมของคณะมนตรี
บทที่ ๔ องค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่
ข้อ ๑๐
องค์กรขององค์การ
๑. องค์กรขององค์การ ประกอบด้วย
ก) คณะมนตรี ที่จะมีประธานมนตรีเป็นหัวหน้า และ
ข) สำนักงานเลขาธิการ ที่จะมีเลขาธิการเป็นหัวหน้าคณะ
๒. องค์การ สามารถจัดตั้งสถาบันย่อยขึ้นได้ตามที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานและการ
บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
บทที่ ๕ คณะมนตรีขององค์การ
ข้อ ๑๑
องค์ประกอบของคณะมนตรี
๑. คณะมนตรีจะเป็นหน่วยงานสูงสุดที่มีอำนาจตัดสินใจขององค์การ
๒. คณะมนตรีจะต้องประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือผู้แทนระดับกระทรวงของหน่วยงานด้านอวกาศ
แห่งชาติของรัฐสมาชิก รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือผู้แทนระดับกระทรวงหนึ่งท่านเพื่อ
การเป็นตัวแทนในคณะมนตรี
๓. คณะมนตรีจะต้องเลือกประธานหนึ่งคนและรองประธานสองคน โดยให้มีวาระการดำรง
ตำแหน่งสองปี
ข้อ ๑๒
ความรับผิดชอบของคณะมนตรี
คณะมนตรีจะต้อง
ก) กำหนดและให้ความเห็นชอบต่อนโยบาย ตลอดจนกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมาย ที่
องค์การต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การ
ข) ให้ความเห็นชอบต่อการภาคยานุวัติ การตัดและการสิ้นสุดของสมาชิกภาพ และทำคำ
วินิจฉัยในเรื่องการรับเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์และสมาชิกสมทบ
ค) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อกฎข้อบังคับในการประชุมของตน
ง) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อรายงานประจำปีและแผนการดำเนินงานขององค์การ
จ) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อโครงการความร่วมมือและงบประมาณของโครงการ
ฉ) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่ออัตราค่าบำรุงของรัฐสมาชิก และงบประมาณประจำปีของ
องค์การ
ช) ให้ความเห็นชอบต่อแผนงบประมาณห้าปีตามระดับปัจจุบันของทรัพยากรทางการเงิน และ
โดยกำหนดทรัพยากรทางการเงินที่จัดสรรให้องค์การ สำหรับช่วงเวลาห้าปีถัดไป
ซ) ให้ความเห็นชอบต่อรายงานค่าใช้จ่ายประจำปีและงบการเงินขององค์การ
ฌ) ให้ความเห็นชอบต่อบทบัญญัติในเรื่องการบริหารจัดการอื่น ๆ ทั้งหมดขององค์การ
ญ) ให้ความเห็นชอบและจัดพิมพ์รายงานดุลประจำปีขององค์การ ที่ผ่านการตรวจสอบบัญชี
แล้ว
ฎ) แต่งตั้งเลขาธิการและให้ความเห็นชอบต่อการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ โดยคณะมนตรี การ
แต่งตั้งเลขาธิการอาจถูกเลื่อนออกไปเมื่อไรก็ได้เป็นเวลาหกเดือน ในกรณีเช่นนั้น ให้คณะมนตรีแต่งตั้ง
บุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการสำหรับช่วงเวลานั้น ซึ่งจะรับผิดชอบต่อการปฏิบัติภารกิจ
โดยให้มีอำนาจและความรับผิดชอบตามที่คณะมนตรีจะกำหนดสำหรับบุคคลผู้นั้น
ฏ) ตัดสินใจให้ก่อตั้งสถาบันและสำนักงานสาขา และให้ความเห็นชอบต่อโครงสร้างของหน่วย
งานเหล่านั้นตลอดจนของสำนักงานเลขาธิการและอัตรากำลังของพนักงานของหน่วยงานนั้น ๆ
ฐ) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่จะทำให้การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ ดำเนินไปอย่างมี
ประสิทธิผล
ฑ) ตีความอนุสัญญาฉบับนี้ หากได้รับการร้องขอจากรัฐสมาชิกใด ๆ
ข้อ ๑๓
การประชุมของคณะมนตรี
๑. คณะมนตรีจะประชุมตามที่และเมื่อจำเป็น แต่อย่างน้อยที่สุดปีละหนึ่งครั้ง การประชุมจะจัด
ขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การ เว้นแต่คณะมนตรีจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
๒. จะต้องมีการเข้าร่วมประชุมของผู้แทนอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิกส่วนใหญ่จำนวนสอง
ในสามของทั้งหมด จึงจะครบองค์ประชุมสำหรับการประชุมของคณะมนตรี
ข้อ ๑๔
การออกเสียง
๑. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐในคณะมนตรีจะมีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนน
๒. เว้นแต่คณะมนตรีมีมติเป็นเอกฉันท์เป็นอย่างอื่น คณะมนตรีจะต้องใช้ความพยายามทุกวิถี
ทางที่จะทำให้การตัดสินชี้ขาดในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปโดยฉันทามติ
บทที่ ๖ สำนักงานเลขาธิการ
ข้อ ๑๕
องค์ประกอบของสำนักงานเลขาธิการ
๑. สำนักงานเลขาธิการจะเป็นองค์กรบริหารขององค์การ
๒. สำนักงานเลขาธิการจะต้องประกอบด้วยเลขาธิการและบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของ
สำนักงานเลขาธิการ
ข้อ ๑๖
เลขาธิการ
๑. เลขาธิการจะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารขององค์การ และเป็นผู้แทนโดยนิตินัยขององค์การ
เลขาธิการจะมีอำนาจหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการบริหารสำนักงานเลขาธิการขององค์การ
๒. ให้คณะมนตรีแต่งตั้งเลขาธิการหนึ่งคนสำหรับดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลาห้าปีและอาจ
ขยายวาระการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการได้อีกวาระหนึ่งเป็นเวลาห้าปี คณะมนตรีโดยมติเสียงข้างมาก
สามในสี่ของรัฐสมาชิกที่เข้าประชุมคณะมนตรี มีสิทธิถอดถอนเลขาธิการในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง
๓. เลขาธิการจะต้องเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี โดยไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
ข้อ ๑๗
ความรับผิดชอบของเลขาธิการ
๑. เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งที่ออกโดยคณะมนตรี เลขาธิการจะต้องรายงานต่อคณะมนตรีและ
จะต้องรับผิดชอบดังนี้
ก) การปฏิบัติตามและการอนุวัติการนโยบายทุกเรื่องขององค์การ ตามที่คณะมนตรีปรารถนา
ข) การทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ
ค) การจัดการและการดำเนินงานขององค์การ
ง) การร่างรายงานประจำปี แผนการดำเนินงาน และงบประมาณด้านการเงินขององค์การ เพื่อ
ขอความเห็นชอบจากคณะมนตรี
จ) จัดทำและอนุวัติการบทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการภายในของสำนักงานเลขาธิการ
ฉ) เสนอข้อเสนอต่อคณะมนตรีเกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ
ที่จัดวางขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ
ช) การบรรจุและการบริหารเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภายในจากรัฐสมาชิกตามกฎข้อบังคับว่า
ด้วยการปฏิบัติงานที่กำหนดโดยคณะมนตรี
ซ) การแต่งตั้งนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่บุคคลในคณะเจ้า
หน้าที่ประจำในรูปของสัญญา เพื่อปฏิบัติการตามงานที่ได้รับมอบหมายจากองค์การ
ฌ) เจรจาและลงนามทำความตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยความเห็นชอบของคณะ
มนตรี
๒. ความรับผิดชอบของเลขาธิการและคณะบุคคลเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหรือ
เจ้าหน้าที่ตามสัญญาก็ตาม ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การจะเป็นในระดับระหว่างประเทศเท่านั้นในการปฏิบัติ
หน้าที่ของตน บุคคลเหล่านั้นจะต้องไม่ขอหรือรับคำสั่งจากรัฐบาลใด ๆ หรือจากองค์กรใด ๆ นอกองค์การ
รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องเคารพความเป็นสากลของความรับผิดชอบของเลขาธิการและบุคคลในคณะเจ้า
หน้าที่ และจะต้องไม่ใช้อิทธิพลใด ๆ ในลักษณะหรือรูปแบบใด ๆ ต่อบุคคลเหล่านั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ให้
กับองค์การ
บทที่ ๗ การเงิน
ข้อ ๑๘
ข้อตกลงด้านการเงิน
๑. กองทุนสำหรับองค์การ จะจัดหาจากเงินค่าบำรุงของรัฐสมาชิก เงินให้เปล่าตามความสมัคร
ใจของรัฐเจ้าภาพและรัฐสมาชิกอื่น ๆ เงินบริจาคและเงินอุดหนุนที่ได้รับจากองค์การอื่น ๆ และบริการต่าง
ๆ ที่ให้แก่ผู้อื่น
๒. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องมีส่วนร่วมในงบประมาณขององค์การ ตามข้อตกลงด้านการเงินที่
คณะมนตรีเป็นผู้กำหนด
๓. คณะมนตรีโดยฉันทามติจะต้องกำหนดอัตราเงินค่าบำรุงของรัฐสมาชิกแต่ละรัฐ อัตราดัง
กล่าวจะต้องมีการทบทวนทุก ๆ สามปี
๔. อัตราเงินค่าบำรุงจากรัฐสมาชิกนั้นจะคำนวณตามระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และค่า
เฉลี่ยของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของรัฐสมาชิกต่อจำนวนประชากร
๕. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องจ่ายเงินค่าบำรุงขั้นต่ำให้แก่องค์การ ที่เรียกว่า “ขั้นต่ำสุด” ซึ่ง
กำหนดโดยการออกเสียงของที่ประชุมคณะมนตรีด้วยคะแนนเสียงข้างมากสองในสาม
๖. ไม่มีรัฐสมาชิกใดจะถูกเกณฑ์ให้จ่ายเงินค่าบำรุงเกินกว่าร้อยละ ๑๘ ของงบประมาณของ
องค์การที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว
๗. ภายใต้บังคับแห่งข้อกำหนดของคณะมนตรี เลขาธิการอาจยอมรับเงินบริจาค ของกำนัลหรือ
มรดกที่ให้แก่องค์การ ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่ก่อให้เกิดเงื่อนไขที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ
บทที่ ๘ ข้อพิพาท
ข้อ ๑๙
การระงับข้อพิพาท
ข้อพิพาทใด ๆ ระหว่างรัฐสมาชิกสองรัฐหรือมากกว่านั้น หรือระหว่างรัฐสมาชิกใด ๆ กับ
องค์การในส่วนที่เกี่ยวกับการตีความหรือการใช้อนุสัญญาฉบับนี้จะมีข้อยุติโดยการปรึกษาหารือกันฉันท์
มิตรในคณะมนตรี ในกรณีที่ไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ยุติข้อพิพาทนั้นโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎข้อ
บังคับเพิ่มเติมที่คณะมนตรีรับเอาโดยฉันทามติ
บทที่ ๙ บทบัญญัติอื่น ๆ
ข้อ ๒๐
การแลกเปลี่ยนบุคลากร
เมื่อได้รับการร้องขอจากองค์การ รัฐสมาชิกจะต้องอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน
บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานที่มอบหมายให้องค์การ และที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์การ การแลก
เปลี่ยนบุคลากรนี้จะต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของรัฐสมาชิกที่เกี่ยวกับการเข้า การ
พำนักอยู่และการออกจากดินแดนของรัฐสมาชิก
ข้อ ๒๑
การแลกเปลี่ยนข้อสนเทศ
๑. องค์การ และรัฐสมาชิกจะต้องอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนข้อสนเทศทาง
วิทยาศาสตร์และทางวิชาการที่เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์อวกาศ เทคโนโลยีอวกาศ และการนำมาประยุกต์
ใช้ รัฐสมาชิกมีสิทธิที่จะไม่มอบข้อสนเทศนั้นให้แก่องค์การได้ และในทางกลับกันหากเห็นว่าข้อสนเทศนั้น
จะละเมิดความตกลงของตนที่มีต่อฝ่ายที่สาม หรือไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตน
๒. ในการดำเนินกิจกรรมขององค์การ องค์การจะต้องทำให้มั่นใจว่าผลงานทางวิทยาศาสตร์อัน
เนื่องมาจากการวิจัยและ/หรือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และ/หรือทางเทคโนโลยีจะถูกนำออกเผยแพร่สู่
สาธารณชน/ตีพิมพ์ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้ถูกนำมาใช้โดยนักวิทยาศาสตร์/วิศวกรภายในรัฐสมาชิกที่รับผิด
ชอบในการค้นคว้าทดลองภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์การ องค์การจะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในผลงานและ
ข้อมูลสรุปซึ่งถือเป็นทรัพย์สินขององค์การ
ข้อ ๒๒
สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
๑. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางวิชาการหรือเทคนิคตลอด
จนทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหลาย อันเป็นผลจากแผนงานหรือกิจกรรมใด ๆ ซึ่งดำเนินการโดยองค์การ หรือ
โดยการใช้ทรัพยากรขององค์การ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การ
๒. คณะมนตรีจะกำหนดแนวทาง และกระบวนการที่รัฐสมาชิกจะใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์
ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางวิชาการหรือเทคนิค ตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ ที่องค์การเป็นเจ้าของ
๓. คณะมนตรีจะกำหนดแนวทางและกระบวนการที่องค์การและรัฐสมาชิกจะสามารถใช้
ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางวิชาการและเทคนิค ตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆ ที่
รัฐสมาชิกเป็นเจ้าของ โดยอาศัยความตกลงและสัญญาที่เหมาะสม องค์การจะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญา
ระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
ข้อ ๒๓
การปกป้องเทคโนโลยีและการควบคุมการส่งออก
๑. องค์การจะไม่ยอมให้มีการเข้าถึงโดยมิได้รับอนุญาตซึ่งข้อสนเทศที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งต่าง
ๆ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง/มาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้บรรลุความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้
แทนและบุคลากรของรัฐสมาชิกผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการสิ่งต่าง ๆ/ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองเหล่านั้น
และรวมถึงการใช้มาตรการที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่จะคุ้มครองและดูแลการจัดการสิ่งเหล่านั้น ตลอด
จนจัดทำและอนุวัติการแผนด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง
๒. เพื่อที่จะนำเอากิจกรรมความร่วมมือ แผนงานและโครงการต่าง ๆ ขององค์การไปปฏิบัติรัฐ
สมาชิกต้องทำความตกลงในเรื่องมาตรการป้องกันเทคโนโลยี และในกรณีที่เฉพาะเจาะจงก็ให้ส่งเสริมการ
ทำความตกลงเช่นนั้นโดยองค์การที่มีอำนาจหน้าที่และองค์การอื่น ๆ ที่กำหนดไว้เพื่อที่จะจัดทำแผนด้าน
ความมั่นคงทางเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง
๓. รัฐสมาชิก ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของประเทศนั้น ๆ และกฎหมายควบคุมการส่งออกที่
เกี่ยวกับสินค้าและบริการ ซึ่งรวมอยู่ในรายการควบคุมการส่งออก
ข้อ ๒๔
ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ
๑. องค์การจะต้องร่วมมือกับทบวงการต่าง ๆ ในระบบของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คณะกรรมการว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศส่วนนอกในทางสันติ (คอปูโอส)
๒. องค์การมีสิทธิที่จะจัดตั้งหุ้นส่วนความร่วมมือกับรัฐต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่รัฐสมาชิกขององค์การ
และองค์การระหว่างประเทศและสถาบันอื่น ๆ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์การ โดยความเห็น
ชอบของคณะมนตรีที่เป็นเอกฉันท์ ซึ่งคณะมนตรีจะเป็นผู้กำหนดแนวทางและกระบวนการที่เหมาะสม
ข้อ ๒๕
เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน
๑. เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทั้งหลายที่องค์การ บุคคลของคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญของ
องค์การ และผู้แทนของรัฐสมาชิกจะได้รับในดินแดนของรัฐสมาชิกอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ
องค์การ จะกำหนดขึ้นโดยความตกลงที่เฉพาะเจาะจงซึ่งจะทำระหว่างองค์การกับรัฐอันเป็นที่ตั้งของ
สำนักงานใหญ่
๒. องค์การ บุคคลของคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญขององค์การ และผู้แทนของรัฐสมาชิกจะ
ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในดินแดนของรัฐสมาชิกแต่ละรัฐเท่าที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของ
องค์การ หรือที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การ เว้นแต่จะได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น เอกสิทธิ์ความ
คุ้มกันเหล่านั้นจะเป็นเช่นเดียวกับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่คล้ายคลึงกันที่รัฐสมาชิกแต่ละรัฐให้แก่
องค์การระหว่างประเทศในระดับรัฐบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
ข้อ ๒๖
การใช้สิ่งอำนวยความสะดวก
ภายใต้บังคับของบทบัญญัติที่ว่าการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดตั้งขึ้นและ/หรือเป็นของ
องค์การ สำหรับโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ จะไม่ถูกกระทบกระเทือน องค์การจะจัดสิ่ง
อำนวยความสะดวกของตนให้รัฐสมาชิกได้ใช้ตามที่ร้องขอ คณะมนตรีจะจัดทำแนวทางและกระบวนการ
ตลอดจนวิธีปฏิบัติซึ่งทำให้รัฐสมาชิกสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นได้
บทที่ ๑๐ ข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลง
ข้อ ๒๗
การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญา
๑. รัฐสมาชิกใดที่ประสงค์จะเสนอให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาฉบับนี้ จะต้องแจ้งให้
เลขาธิการทราบเป็นลายลักษณ์อักษร และเลขาธิการจะต้องแจ้งให้รัฐสมาชิกทราบถึงการขอแก้ไข
เปลี่ยนแปลงนั้นอย่างน้อยเป็นระยะเวลาสามเดือน ก่อนที่คณะมนตรีจะหารือกันในเรื่องข้อเสนอแก้ไข
เปลี่ยนแปลง คณะมนตรีอาจเสนอข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาให้รัฐสมาชิกก็ได้
๒. การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาฉบับนี้จะต้องได้รับการรับเอาโดยคณะมนตรีโดยฉันทา
มติ
๓. หลังจากที่คณะมนตรีมีมติรับเอาข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาฉบับนี้แล้ว เลขาธิการจะ
ต้องแจ้งให้รัฐสมาชิกทุกรัฐทราบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการรับเอาข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญานั้น
โดยขอความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิกตามขั้นตอนภายในของตน
๔. หลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งการยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิกทุกรัฐแล้ว เลขาธิการ
จะต้องเสนอต่อคณะมนตรีเพื่อทราบและส่งต่อให้รัฐบาลเจ้าภาพ รัฐบาลเจ้าภาพจะต้องแจ้งให้รัฐสมาชิก
ทุกรัฐทราบถึงวันที่มีผลใช้บังคับของข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาภายในสามสิบวันหลังจากวันที่ได้รับ
การแจ้งการยอมรับจากรัฐสมาชิกทุกรัฐ
บทที่ ๑๑ การให้สัตยาบัน การมีผลใช้บังคับ ฯลฯ
ข้อ ๒๘
การลงนามและการให้สัตยาบัน
๑. อนุสัญญาฉบับนี้จะเปิดให้มีการลงนามจนถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙
๒. อนุสัญญาฉบับนี้จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของการให้สัตยาบันหรือการยอมรับโดยรัฐที่อ้างถึง
ในวรรค ๑ ข้อ ๙ ของอนุสัญญานี้
๓. สัตยาบันสารหรือสารยอมรับจะต้องมอบไว้กับรัฐบาลเจ้าภาพ
ข้อ ๒๙
การมีผลใช้บังคับ
๑. อนุสัญญาฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อรัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นสมาชิกของ
สหประชาชาติอย่างน้อยห้ารัฐได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้และได้มอบสัตยาบันสารหรือสารยอมรับไว้กับ
รัฐบาลเจ้าภาพแล้ว
๒. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว รัฐที่ลงนามและอยู่ในระหว่างรอการมอบ
สัตยาบันสารหรือสารยอมรับ อาจเข้าร่วมในการประชุมที่มิใช่เป็นการประชุมลับในองค์การได้โดยไม่มีสิทธิ
ที่จะออกเสียงลงคะแนน ทั้งนี้ ภายใต้บังคับของแนวทางและกระบวนการที่คณะมนตรีเห็นชอบ
ข้อ ๓๐
การภาคยานุวัติ
๑. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับหรือเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาลงนามแล้ว สุดแล้วแต่ว่า
ระยะเวลาใดเกิดขึ้นภายหลัง รัฐใดตามที่นิยามไว้ในวรรค ๑ ของข้อ ๙ อาจภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้ได้
โดยความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของคณะมนตรี
๒. รัฐที่ประสงค์จะภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้จะต้องยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการต่อเลขาธิการซึ่ง
จะทำหน้าที่แจ้งให้รัฐสมาชิกทุกรัฐทราบถึงการร้องขอนั้นอย่างน้อยเป็นระยะเวลาสามเดือนก่อนที่จะเสนอ
ต่อคณะมนตรีเพื่อให้วินิจฉัย
๓. ภาคยานุวัติสารจะต้องมอบไว้กับรัฐบาลเจ้าภาพ
ข้อ ๓๑
การแจ้งให้ทราบ
รัฐบาลเจ้าภาพ จะต้องแจ้งให้รัฐผู้ลงนามและรัฐที่ภาคยานุวัติทุกรัฐทราบถึง
ก) วันที่ของการมอบสัตยาบันสาร สารยอมรับหรือภาคยานุวัติสารแต่ละฉบับ
ข) วันที่ของการมีผลใช้บังคับของอนุสัญญาฉบับนี้และของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงของอนุสัญญา
ฉบับนี้
ค) วันที่ของการถอนตัวของรัฐสมาชิกออกจากอนุสัญญาฉบับนี้
ข้อ ๓๒
การตัดสิทธิ
รัฐสมาชิกใดที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้จะถูกตัดสมาชิกภาพขององค์การ
ตามการวินิจฉัยของคณะมนตรีโดยเสียงข้างมากสองในสาม
ข้อ ๓๓
การถอนตัว
๑. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลาห้าปีแล้ว รัฐสมาชิกใดที่มีความประสงค์
จะถอนตัวออกจากอนุสัญญาฉบับนี้จะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เลขาธิการทราบล่วงหน้าอย่างน้อย
เป็นเวลาหนึ่งปี
๒. เลขาธิการจะต้องรีบแจ้งให้ประธานของคณะมนตรีและรัฐสมาชิกทั้งหมดทราบถึงคำขอถอน
ตัวของรัฐสมาชิกนั้น และประธานจะต้องเรียกประชุมคณะมนตรีภายใน ๙๐ วันเพื่อพิจารณาว่าจะเห็นชอบ
กับคำขอนั้นหรือไม่
๓. หลังจากการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการต่อการถอนตัวแล้ว รัฐสมาชิกที่เกี่ยวข้องจะ
ยังคงผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทางการเงินส่วนที่ถึงกำหนดของตนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
/กิจกรรมที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และค่าบำรุงสำหรับปีที่การถอนตัวได้รับความเห็นชอบอย่างเป็น
ทางการ
๔. การถอนตัวเช่นนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีตามสัญญาหรือตามความ
ตกลงที่รัฐสมาชิกนั้นและองค์การ ได้ยอมรับไว้ก่อนการถอนตัวของรัฐสมาชิกนั้น
๕. รัฐที่ถอนตัวจากอนุสัญญาฉบับนี้จะคงสิทธิที่ได้รับไปแล้วอันเนื่องจากการเป็นสมาชิกของ
องค์การ จนถึงวันที่การถอนตัวจากสมาชิกภาพมีผลใช้บังคับ
ข้อ ๓๔
การยุบเลิกองค์การ
๑. องค์การจะถูกยุบเลิก ณ เวลาใดก็ได้โดยความตกลงโดยฉันทามติระหว่างรัฐสมาชิกทั้งหมด
ขององค์การ
๒. องค์การจะถูกยุบเลิกเช่นกัน หากสมาชิกภาพขององค์การ มีจำนวนรัฐสมาชิกเหลือน้อยกว่า
สี่รัฐ
๓. ในกรณีที่มีการยุบเลิกองค์การ คณะมนตรีจะต้องแต่งตั้งหน่วยงานชำระบัญชีอย่างเป็น
ทางการหนึ่งหน่วยงานเพื่อเจรจากับรัฐสมาชิกซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และสำนักงานต่าง ๆ ของ
องค์การ ณ เวลาที่มีการชำระบัญชี ที่ปรึกษากฎหมายทั้งหลายขององค์การจะยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่จนกว่า
ขั้นตอนการชำระบัญชีจะเสร็จสิ้น
๔. หลังจากการเสร็จสิ้นของขั้นตอนการยุบเลิกองค์การ ทรัพย์สินที่เหลือใด ๆ ก็ตามจะต้องได้
รับการจัดสรรแบ่งปันให้กับบรรดารัฐสมาชิกตามสัดส่วนของค่าบำรุงที่รัฐเหล่านั้นได้ชำระแล้ว ในกรณีที่มี
การขาดดุล รัฐสมาชิกเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนค่าบำรุงที่มีการประเมินกันไว้ในปีงบประมาณ
การเงินที่มีการชำระบัญชี
ข้อ ๓๕
การจดทะเบียน
ทันทีที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับ รัฐบาลเจ้าภาพจะต้องจดทะเบียนอนุสัญญานั้นไว้กับสำนัก
เลขาธิการของสหประชาชาติตามข้อ ๑๐๒ ของกฎบัตรสหประชาชาติ
เพื่อเป็นพยานในการนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามอนุสัญญา
ฉบับนี้
ทำขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ยี่สิบแปด เดือนตุลาคม พุทธศักราชสอง
พันห้าร้อยสี่สิบแปด เป็นภาษาอังกฤษเป็นต้นฉบับฉบับเดียว
ตัวบทของอนุสัญญาฉบับนี้ที่ได้ทำเป็นภาษาทางการภาษาอื่น ๆ ของรัฐสมาชิกขององค์การจะ
ต้องได้รับการรับรองความถูกต้องโดยฉันทามติจากรัฐสมาชิกทั้งหมดขององค์การ ตัวบทอนุสัญญาเหล่านั้น
จะต้องเก็บรักษาไว้ที่บรรณสารของรัฐบาลเจ้าภาพ ซึ่งจะต้องส่งสำเนาที่ได้รับการรับรองความถูกต้องให้กับ
รัฐที่ลงนามและรัฐที่ทำการภาคยานุวัติ ทุกรัฐ
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศมองโกเลีย
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐเปรู
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศไทย
อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ
รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐตุรกี