โดยที่การส่งเสริมการลงทุนในประเทศเป็นนโยบายสำคัญของทุกรัฐบาลตลอดมาดังที่มีการ
ประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. ๒๕๒๐ จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพิจารณามาตรการอำนวยความสะดวกการให้สิทธิ
ประโยชน์ และสิ่งจูงใจต่าง ๆ แก่นักลงทุนตามมาตรฐานในนานาประเทศ จนสามารถให้ความเชื่อมั่นแก่นัก
ลงทุน เพิ่มรายได้ ก่อให้เกิดการจ้างงาน การใช้ทรัพยากรในประเทศการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่ม
ศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติและในความเข้าใจข้อกฎหมายของ
หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนในบางครั้งอาจแตกต่างจากหน่วยงานตามกฎหมายอื่น
ซึ่งผู้เกี่ยวข้องได้ประสานและหาทางแก้ปัญหาเพื่อสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ และวางแนวทางปฏิบัติที่
เหมาะสมอยู่แล้ว
ความเข้าใจแตกต่างที่มีนัยสำคัญประการหนึ่งคือปัญหาการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
ของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนว่าในกรณีประกอบกิจการขาดทุนจะมีวิธีการคำนวณภาษีเงินได้
นิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอย่างไร หากถือตามความเข้าใจและแนวปฏิบัติของสำนักงานคณะ
กรรมการส่งเสริมการลงทุนซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาและคำพิพากษาศาลภาษี
อากรกลาง วิธีการคำนวณจะแตกต่างจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรและประกาศกรม
สรรพากร ซึ่งต่อมาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๓๔๕/๒๕๕๘ อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
๒๕๕๙ วินิจฉัยให้การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องอยู่ภายใต้บังคับของ
ประมวลรัษฎากรตามที่เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรคำนวณ ข้อนี้เท่ากับว่านิติบุคคลดังกล่าวต้องชำระ
ภาษีให้ถูกต้อง แต่โดยที่ล่วงเลยระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีตามที่กฎหมายกำหนด
จึงเป็นเหตุให้นิติบุคคลเหล่านั้นต้องชำระเงินเพิ่มและเบี้ยปรับอีกส่วนหนึ่ง
ตามมาตรา ๓ อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจ
ขยายกำหนดเวลาการยื่นรายการชำระภาษีเงินได้และขยายกำหนดเวลาการยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรได้
ตามความจำเป็น ซึ่งต่อมาได้มีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการยื่นรายการชำระภาษี
เงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๙ อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาดัง
กล่าวตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด จนถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ อันมีผลทำให้บริษัทหรือ
ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ต้องเสียเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม หากได้ชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มไว้แล้วก็ให้
ขยายกำหนดเวลาการยื่นคำร้องขอคืนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มออกไปเป็นภายในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ เช่น
กัน โดยระบุเหตุผลไว้ในประกาศดังกล่าวว่า การขยายกำหนดเวลาเช่นนี้ “เนื่องมาจากการปฏิบัติตามแนว
วินิจฉัยอันมีความคลาดเคลื่อนจากหน่วยงานราชการอื่นโดยมิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษี” แต่
โดยที่ประกาศดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมถึงบางกรณีซึ่งแม้อยู่ในบังคับเหตุผลอย่างเดียวกัน แต่ไม่เป็นไปตาม
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขบางข้อในประกาศฉบับนั้น จึงสมควรวางหลักเกณฑ์การขยายกำหนดเวลาการยื่น
รายการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรเสียใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมตามนัยแห่งเหตุผล
เดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการรักษาบรรยากาศการลงทุนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยถือว่ากรณีนี้
เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยังคงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา แต่การจะชำระเมื่อใดและภายใต้หลักเกณฑ์ใด
เป็นเรื่องของการบังคับคดีและวิธีปฏิบัติ ซึ่งมาตรา ๓ อัฏฐ วรรคสอง ให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร