ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๔ (พ.ศ. ๒๕๑๖)
ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.
๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๐๓ ลงวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยวิธีการออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทที่เรียกว่า ”
พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๗ ชนิดดอกเบี้ยร้อยละแปด” มีจำนวนไม่เกินสองพันห้าร้อยล้าน
บาท
ข้อ ๒ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้เป็นพันธบัตรชนิดออกให้ในนามผู้ซื้อพันธบัตรและจดทะเบียน
ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้เป็นหน่วย หน่วยละหนึ่งหมื่นบาท
ข้อ ๓ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จำหน่ายให้เฉพาะแก่ธนาคารออมสิน หรือธนาคารแห่ง
ประเทศไทย
ข้อ ๔ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๖ จนถึง
วันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๗
ข้อ ๕ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนภายในสิบห้าปี นับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตาม
ข้อ ๔
ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นต้นไป กระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตาม
พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่
น้อยกว่าสามสิบวัน
ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วน ให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๖ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เป็นไปตามแบบและเงื่อนไขท้ายกฎกระทรวงนี้และมิให้ถือว่า
พันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้
แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๗ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละแปดต่อปี
การชำระดอกเบี้ย ให้ชำระแก่ผู้มีนามในพันธบัตรเงินกู้ที่ได้จดทะเบียนไว้ หรือตามคำร้องขอ
ของผู้มีนามในพันธบัตรฉบับนั้น โดยให้แบ่งชำระปีละสองงวด คือ ในวันที่ ๑๕ มิถุนายน และวันที่ ๑๕
ธันวาคม ทุกปี เป็นจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ กันตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่ แต่การชำระดอกเบี้ยงวด
แรกของพันธบัตรแต่ละฉบับซึ่งมีหลายหน่วย ให้คำนวณต้นเงินของทุกหน่วยรวมกันตั้งแต่วันที่จำหน่าย
พันธบัตรได้ จนถึงวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ หรือวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้วแต่กรณี ใน
การคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
การนับเวลาเพื่อคำนวณดอกเบี้ย ถ้ามีเศษของงวด ให้คำนวณตามจำนวนวันและให้ถือว่าปีหนึ่ง
มีสามร้อยหกสิบห้าวัน
ข้อ ๘ เมื่อได้รับคำเสนอซื้อพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้พร้อมด้วยได้รับชำระเงินตามราคาพันธบัตร
แล้ว ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมอบพันธบัตรและจดทะเบียนพันธบัตรฉบับนั้นไว้
ข้อ ๙ ภายใต้บังคับข้อ ๑๐ การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำ
ได้แต่เฉพาะในระหว่างผู้มีสิทธิ์ซื้อพันธบัตรตามข้อ ๓ และจะต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนการโอน
กรรมสิทธิ์หรือการจำนำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
การโอนกรรมสิทธิ์จะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวัน ก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗
มิได้
ข้อ ๑๐ เมื่อเห็นเป็นการสมควร กระทรวงการคลังจะรับโอนกรรมสิทธิ์พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้
ไว้ก็ได้
พันธบัตรที่กระทรวงการคลังรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้
คืนแล้ว ตั้งแต่วันรับโอนกรรมสิทธิ์
ข้อ ๑๑ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตร
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ และจัดการอื่น ๆ ที่
จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้
แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
(๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร
(๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๑ ของราคาพันธบัตรที่
จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่ชำระ และต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๖
บุญมา วงศ์สวรรค์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :-เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นจะ
ต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินและตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณให้อำนาจ
กระทรวงการคลังกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละยี่สิบของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบ
ประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกับอีกร้อยละแปดสิบของงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับชำระคืนต้นเงินกู้
กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงเพื่อกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทพันธบัตรเงินกู้ใน
ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๗ ชนิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่ง จำนวนไม่เกินสี่ร้อยล้านบาทมาแล้ว สำหรับใน
วาระที่สองนี้ สมควรกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทพันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๗ ชนิด
ดอกเบี้ยร้อยละแปด จำนวนไม่เกินสองพันห้าร้อยล้านบาท ซึ่งรวมกับที่กู้ในวาระแรกแล้วเท่ากับสองพัน
เก้าร้อยล้านบาท จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้