ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
พระราชบัญญัติ
ว่าด้วยเหรียญเฉลิมพระเกียรติและเหรียญที่ระลึก
พ.ศ. ๒๕๔๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘
เป็นปีที่ ๖๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้
ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเหรียญเฉลิมพระเกียรติและเหรียญที่ระลึก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยเหรียญเฉลิมพระเกียรติและ
เหรียญที่ระลึก พ.ศ. ๒๕๔๘”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น
ไป
มาตรา ๓ การให้มีเหรียญเฉลิมพระเกียรติหรือเหรียญที่ระลึกเนื่องในโอกาสต่าง ๆ ที่เห็น
สมควรเพื่อประดับได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
ตามมาตรา ๔ แล้ว
การให้มีเหรียญเฉลิมพระเกียรติหรือเหรียญที่ระลึกตามวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
โดยให้กำหนดรายละเอียดของลักษณะเหรียญ บุคคลผู้มีสิทธิประดับเหรียญ วิธีการประดับเหรียญ การ
สร้างเหรียญและกิจการอื่นที่จำเป็น
มาตรา ๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการเหรียญเฉลิมพระเกียรติและ
เหรียญที่ระลึก” ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการคณะ
รัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการพระราชวัง ราชเลขาธิการ และอธิบดีกรมศิลปากร
เป็นกรรมการ
ให้อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ และผู้แทนสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
และกรมธนารักษ์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๕ การประดับเหรียญเฉลิมพระเกียรติหรือเหรียญที่ระลึกให้ประดับได้อย่างเครื่องราช
อิสริยาภรณ์ หากไม่ประดับอย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จะประดับโดยใช้ห้อยคอหรือโดยวิธีอื่นที่สมควร
โดยไม่มีแพรแถบก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติ
นี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรมี
กฎหมายว่าด้วยเหรียญเฉลิมพระเกียรติและเหรียญที่ระลึกเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสร้างเหรียญใน
การเฉลิมพระเกียรติหรือเป็นที่ระลึก เนื่องในโอกาสต่าง ๆ ที่สามารถใช้ประดับอย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้