ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
พระราชบัญญัติ
โอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ในท้องที่ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
ให้แก่การเคหะแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๑
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
เป็นปีที่ ๕๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้
ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในท้องที่ตำบลสันทราย อำเภอ
เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้แก่การเคหะแห่งชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของการเคหะแห่งชาติ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่น
ดิน ในท้องที่ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้แก่การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๑”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น
ไป
มาตรา ๓ ให้โอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในท้องที่ตำบลสันทราย อำเภอเมือง
เชียงราย จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ประมาณ ๙ ไร่ ๑ งาน ๘๕ ตารางวา ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระ
ราชบัญญัตินี้ ให้แก่การเคหะแห่งชาติ
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากลำเหมืองสาธารณะ
ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย
จังหวัดเชียงราย เนื้อที่ประมาณ ๙ ไร่ ๑ งาน ๘๕ ตารางวา อยู่คั่นกลางระหว่างที่ดินของการเคหะแห่งชาติ
ซึ่งกำลังดำเนินการจัดสร้างตามโครงการเคหะชุมชนจังหวัดเชียงราย ทำให้ที่ดินตามโครงการไม่ติดต่อเป็น
ผืนเดียวกัน และปัจจุบันลำเหมืองสาธารณะดังกล่าวตื้นเขินซึ่งหมดสภาพการใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว การ
เคหะแห่งชาติจึงมีความประสงค์จะนำที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวไปดำเนินการจัดสร้าง
เป็นเคหะชุมชน โดยได้จัดหาที่ดินซึ่งเป็นของการเคหะแห่งชาติ เนื้อที่ประมาณ ๑๔ ไร่ ๑๑ ตารางวา ซึ่งอยู่
ในท้องที่เดียวกันมาแลกเปลี่ยนเพื่อทำเป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับให้พลเมืองใช้ร่วมกันแทนแล้ว
สมควรโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวให้แก่การเคหะแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องตราพระ
ราชบัญญัตินี้