ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
พระราชบัญญัติ
กู้เงินเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการแห่งประเทศ
พ.ศ. ๒๔๙๙
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๙
เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้
ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการแห่ง
ประเทศ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้
แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติกู้เงินเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการแห่ง
ประเทศ พ.ศ. ๒๔๙๙”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น
ไป
มาตรา ๓ ให้รัฐบาลมีอำนาจกู้เงินภายในประเทศเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อการบูรณะและ
วิวัฒนาการแห่งประเทศภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นมูลค่าไม่เกินสองพัน
ล้านบาท จะเป็นเงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศสกุลใดก็ได้
มาตรา ๔ เพื่อให้การกู้เงินดังกล่าวสำเร็จลุล่วงไป ให้รัฐบาลมีอำนาจออกตั๋วเงินคลัง พันธบัตร
หรือตราสารอื่นเป็นคราว ๆ ได้ตามความต้องการ
มาตรา ๕ ชนิด หน่วย ลักษณะของพันธบัตรและตราสารอื่นก็ดี อัตราดอกเบี้ยและกำหนด
ชำระต้นเงินคืนก็ดี ราคาและวิธีการออกพันธบัตรและตราสารอื่นก็ดี ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๖ วิธีการจ่ายดอกเบี้ยและชำระต้นเงินของพันธบัตรและตราสารอื่นก็ดี ค่าใช้จ่ายและ
ค่าธรรมเนียมในการออกและปฏิบัติเงินกู้ตามอำนาจแห่งพระราชบัญญัตินี้ก็ดี ให้กำหนดโดยกฎกระทรวง
มาตรา ๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจ
ออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติกู้เงิน
เพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการแห่งประเทศ พ.ศ. ๒๔๙๖ จะหมดอายุลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๘ แล้ว
และประเทศยังคงมีความต้องการบำรุงในด้านต่าง ๆ คือ ทางการคมนาคม การทาง และการลงทุนทาง
เศรษฐกิจและวิวัฒนาการการพลังงานและการลงทุนอย่างอื่น เงินได้ทางภาษีอากรก็ต้องใช้จ่ายในทาง
ป้องกันประเทศ การศึกษา การปกครอง การรักษาความสงบ การสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลนี้ไม่มี
นโยบายที่จะเรียกเก็บภาษีอากรจนรุนแรงเกินไป แต่ก็ปรารถนาจะเร่งรัดการพิพัฒนาการทางเศรษฐกิจต่าง
ๆ ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องเสนอขอกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้มาในวงเงินกู้ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท