มาตรา ๙ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานในประเทศไทยและเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์
ของธนาคาร
(๑) ให้ยอมรับนับถือว่าธนาคารเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
(๒) ให้ธนาคารได้รับความคุ้มกันจากกระบวนการทางกฎหมายไม่ว่าในรูปใด ทั้งนี้ เว้นแต่ใน
กรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นเกี่ยวกับการกู้เงิน การค้ำประกันเงินกู้ หรือการซื้อหรือขายหลักทรัพย์
ของธนาคาร ธนาคารอาจถูกฟ้องร้องในศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีได้ กรณีจะเป็นประการ
ใดก็ตาม ทรัพย์สินและสินทรัพย์ของธนาคารไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใด และผู้ใดยึดถือไว้ให้ได้รับ
ความคุ้มกันจากการยึด การอายัด และการบังคับคดีในรูปใด ๆ ก่อนที่ศาลจะได้พิพากษา
จนถึงที่สุดให้ธนาคารแพ้คดี
(๓) ทรัพย์สินและสินทรัพย์ของธนาคารไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใดและผู้ใดยึดถือไว้ และบรรณสารตลอด
จนเอกสารของธนาคารหรือที่ธนาคารยึดถือไว้ไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใด ให้ได้รับความคุ้มกันจากการ
ค้น การเรียกเกณฑ์ การริบ การเวนคืน การยึดหรืออายัดในรูปอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นการ
กระทำทางบริหาร หรือทางนิติบัญญัติ
(๔) ให้ทรัพย์สินและสินทรัพย์ทั้งปวงของธนาคารได้รับยกเว้นจากข้อกำกัด ข้อบังคับ การ
ควบคุม และคำสั่งพักชำระหนี้ชั่วคราวในรูปใด ๆ ทั้งนี้ เพียงเท่าที่จำเป็นแก่การดำเนินงาน
ตามวัตถุประสงค์และตามหน้าที่ของธนาคารให้บรรลุผลเท่านั้น
(๕) ให้ธนาคาร ทรัพย์สิน สินทรัพย์ รายได้ และการดำเนินธุรกิจของธนาคารได้รับยกเว้นจาก
ภาษีและอากรศุลกากรทั้งปวง
(๖) ให้ผู้ว่าการ ผู้ว่าการสำรอง กรรมการ กรรมการสำรอง พนักงาน และลูกจ้างของธนาคาร
รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญซึ่งปฏิบัติงานของธนาคารได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันในประเทศไทย
ดังต่อไปนี้
(ก) ได้รับความคุ้มกันจากกระบวนการทางกฎหมายในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เว้นแต่
ธนาคารจะสละความคุ้มกันนั้น
(ข) ได้รับยกเว้นจากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมือง การจดทะเบียนคนต่างด้าว และการ
เกณฑ์ทหาร และได้รับความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเช่นเดียว
กับบุคคลในฐานะเทียบเท่าขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่ง
สหประชาชาติ แต่ทั้งนี้ นอกจากผู้ซึ่งมีสัญชาติไทย
(ค) ได้รับความสะดวกในการเดินทางเช่นเดียวกับบุคคลในฐานะเทียบเท่าขององค์การ
สหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ
(ง) ได้รับยกเว้นการเสียภาษีเงินได้จากเงินได้ที่ได้รับจากธนาคาร