จำพวกพระราชทานอภัยโทษ
ปล่อยออกจากเวรจำ
นักโทษต้องรับพระราชอาชญาตามคำพิพากษา ซึ่งคดีถึงที่สุดเด็ดขาดก่อนวันประกาศนี้ คือ
๑. นักโทษชราและทุพลภาพมีอายุ ๖๐ ปี ขึ้นไป
๒. นักโทษพิการต้องด้วยลักษณะดั่งนี้
ก. จักษุบอดทั้ง ๒ ข้าง
ข. มือด้วนทั้ง ๒ ข้างหรือเท้าด้วน
๓. นักโทษทุพพลภาพป่วยด้วยเจ็บทรมานด้วยโรคภัย ซึ่งแพทย์ของรัฐบาลได้ตรวจลงความเห็น
สอดคล้องต้องกันตั้งแต่ ๒ นายขึ้นไปว่าไม่สามารถจะรักษาให้ทุเลาได้ ในประเภทโรคต่อไปนี้
ก. แขนทั้ง ๒ ข้างหรือขาเป็นอัมพาตหรือถูกบาดเจ็บจนใช้การไม่ได้
ข. เป็นโรคเรื้อนจนนิ้วมือและเท้ากุดหรือหงิกงอ
ค. เป็นวัณโรคปอด ซึ่งต้องแยกพยาบาลมาตลอดเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี
ฆ. เป็นโรคภายในเรื้อรังอย่างอื่น ซึ่งต้องแยกพยาบาลมาตลอดเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ปี
๔. นักโทษผู้กระทำความผิดพระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารหรือกระทำผิดฐานหลบหนี
ราชการทหารหรือตำรวจ ทั้งที่ต้องรับพระราชอาญาอยู่ในเรือนจำและกรมกอง
นักโทษเช่นว่ามาแล้วนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากเวรจำเริ่มตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน
พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นไป
จำพวกพระราชทานลดโทษ
นักโทษต้องรับพระราชอาชญาตามคำพิพากษาในฐานโทษกระทงเดียวซึ่งคดีถึงที่สุดเด็ดขาด
ก่อนวันประกาศนี้ และคงรับพระราชอาชญาอยู่ในเรือนจำ ถ้ามิได้อยู่ในข่ายที่จะได้รับพระราชทาน
อภัยโทษโปรดปล่อยตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลดโทษลงดั่งนี้
๑. โทษประหารชีวิต ให้ลดลงเป็นโทษจำตลอดชีวิต
๒. โทษจำคุกตลอดชีวิต ให้ลดลงเป็นโทษจำมีกำหนด ๒๐ ปี
๓. บรรดาโทษที่ต้องจำคุกมีกำหนดตั้งแต่ ๒๐ ปีลงมา ให้ลดลง ๑ ในส่วน ๑๐ ของกำหนดโทษ
นักโทษที่ได้รับพระราชทานลดโทษเช่นว่านี้ในข้อ ๒ และ ๓ ข้างบนนี้ ถ้าคนใดได้รับพระราช
อาชญาจำคุกมาจนถึงวันประกาศนี้ครบกำหนดที่ลดลงนั้นแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยพ้นจาก
เวรจำเริ่มตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นไป
นอกจากนักโทษชรา พิการ หรือป่วยเจ็บทุพพลภาพตามความในข้อ ๑-๒-๓ ตอนต้นนั้น ถ้า
ปรากฏว่า คนใดได้เคยกระทำความผิดฐานหลบหนีเรือนจำก็ดี ฐานทำร้ายหรือพยายามทำร้ายเจ้าพนักงาน
ผู้ควบคุมในระหว่างเวลาที่ต้องรับพระราชอาญาก็ดี ให้ถือว่าเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในข่ายพระมหากรุณาตาม
ประกาศนี้
วิธีปฏิบัติการ
ให้เสนาบดีเจ้ากระทรวงผู้บังคับบัญชาเรือนจำนั้น ๆ สั่งตั้งข้าราชการเป็นกรรมการตรวจสอบทำ
บัญชีนักโทษอันอยู่ในข่ายพระมหากรุณา เพื่อให้การได้เป็นไปตามหลักพระราชกฤษฎีกานี้ และตามปกติ
ก. ในกรุงเทพฯ (สำหรับนักโทษในกองมหันตโทษและลหุโทษ ให้เป็นหน้าที่สมุหพระนครบาล
๑ อธิบดีกรมอัยการ ๑ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ๑ เป็นกรรมการ
ข. ในหัวเมืองนอกจากกรุงเทพฯ (สำหรับนักโทษในเรือนจำหัวเมือง) ให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าราชการ
จังหวัด ๑ ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ๑ อัยการจังหวัด ๑ เป็นกรรมการ
เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาตรวจสอบเห็นสอดคล้องต้องกันว่า นักโทษคนใดอยู่ในข่ายที่จะได้
รับพระราชทานอภัยโทษพ้นจากเวรจำหรือเพียงแต่ได้ลดโทษตามประกาศนี้ ก็ให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรม
ประจำท้องที่ซึ่งนักโทษต้องจำอยู่นั้น ออกคำสั่งปล่อยตัวเริ่มตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
เป็นต้นไป หรือสั่งแก้กำหนดโทษให้เป็นไปตามประกาศนี้ แล้วให้กรรมการทำบัญชีนักโทษที่ได้รับ
พระราชทานอภัยโทษปล่อย และที่ได้รับพระราชทานลดโทษบอกกำหนดวันที่จะหลุดพ้นจากเรือนจำส่ง
ตามลำดับ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท
บรรดาผู้ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ จงตั้งใจอยู่ในกตเวทีและสงบเสงี่ยมตนยำเกรงพระ
ราชอาชญา ประพฤติตนให้สมแก่ที่ทรงพระกรุณาโปรดปราณี จงละความประพฤติชั่ว ตั้งหน้าหาทางชอบ
ประกอบการเลี้ยงชีพโดยธรรมสุจริต อย่าได้ข้องคิดจองเวรอาฆาตพยาบาท เบียดเบียนกันต่อไป
ประกาศมา ณ วันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน