ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
พระราชบัญญัติ
คุ้มครองการดำเนินงานของประชาคมยุโรป
และสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปในประเทศไทย
พ.ศ. ๒๕๒๒
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๒
เป็นปีที่ ๓๔ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้
ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองการดำเนินงานของประชาคมยุโรปและ
สำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปในประเทศไทย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภา
นิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของประชาคม
ยุโรปและสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น
ไป
มาตรา ๓ เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานในประเทศไทยของประชาคมยุโรปและสำนักงานคณะ
กรรมาธิการประชาคมยุโรปในประเทศไทย ให้บรรลุผลตามความมุ่งประสงค์
(๑) ให้ยอมรับนับถือว่า ประชาคมยุโรปและสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปใน
ประเทศไทยเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย
(๒) ให้คณะผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปในประเทศไทย หัวหน้าคณะผู้
แทนและบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นคนชาติของรัฐภาคีของประชาคมยุโรปที่ได้เข้ามา
ปฏิบัติหน้าที่ประจำในประเทศไทยและสมาชิกในครอบครัวของบุคคลดังกล่าว ได้รับเอก
สิทธิและความคุ้มกันเช่นเดียวกับที่ได้ให้แก่บุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตประจำ
ประเทศไทย
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส. โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศไทยและ
ประชาคมยุโรปได้ลงนามในคำแถลงร่วมเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมาธิการ
ประชาคมยุโรป ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๑ รับรองสภาพนิติบุคคลของประชาคมยุโรป
และสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรป และให้ได้รับเอกสิทธิและความคุ้มกันเท่ากับคณะผู้แทน
ทางการทูตในประเทศไทย เพื่อประโยชน์แก่การดำเนินงานและการให้บรรลุผลตามความมุ่งประสงค์ดัง
กล่าว สมควรมีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานของประชาคมยุโรปและสำนักงานคณะกรรมาธิการ
ประชาคมยุโรป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น