ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
กฎกระทรวง
(พ.ศ. ๒๕๔๒)
ออกตามความในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
พ.ศ. ๒๕๓๙
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๖ และมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบ
ปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมออกกฎกระทรวง
ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ มูลนิธิหรือสมาคมที่ประสงค์จะจัดตั้งสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ให้
ยื่นคำขออนุญาตตามแบบ ปคณ. ๑ ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานดังต่อไปนี้
(๑) ภาพถ่ายหนังสือจัดตั้งมูลนิธิหรือสมาคม และวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหรือสมาคม
(๒) หลักฐานแสดงว่าผู้ยื่นคำขอเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนมูลนิธิหรือสมาคม
(๓) แผนผังโดยสังเขปแสดงสถานที่ตั้งของสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ
(๔) เอกสารแสดงฐานะทางการเงินของมูลนิธิหรือสมาคม
ข้อ ๒ สถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพที่ขอจัดตั้งตามข้อ ๑ จะต้องมี
วัตถุประสงค์ของการดำเนินงานเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี และต้องจัดให้มีผู้อำนวยการ
สถานแรกรับหรือผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติที่กำหนดตามข้อ ๖ เป็น
ผู้รับผิดชอบดำเนินงาน รวมทั้งจัดให้มีเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๓๘
ข้อ ๓ การยื่นคำขออนุญาตตามข้อ ๑ ให้ยื่น ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองและพัฒนา
อาชีพในกรณีที่สถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร หรือ
สำนักงานประชาสงเคราะห์จังหวัดในกรณีที่สถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพตั้งอยู่ในเขต
จังหวัดนั้น
ข้อ ๔ เมื่อได้รับคำขออนุญาตพร้อมเอกสารและหลักฐานตามข้อ ๑ แล้ว ให้ผู้อำนวยการ
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพหรือประชาสงเคราะห์จังหวัด แล้วแต่กรณี ดำเนินการ
ดังนี้
(๑) ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและหลักฐาน
(๒) ตรวจสอบสถานที่ตั้งของสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ โดยให้พิจารณา
ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ ๗
(๓) ส่งคำขออนุญาต เอกสารและหลักฐาน และรายงานการตรวจสอบสถานที่ตั้งของสถานแรก
รับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ไปให้อธิบดีภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
อนุญาตพร้อมเอกสารและหลักฐานที่ครบถ้วนถูกต้อง
ข้อ ๕ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรอนุญาต ให้ออกใบอนุญาตให้จัดตั้งสถานแรกรับหรือสถาน
คุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ตามแบบ ปคณ. ๒ ท้ายกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๖ ผู้อำนวยการสถานแรกรับและผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ต้องมี
คุณสมบัติดังต่อไปนี้
(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์
(๒) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
(๓) มีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้า
ประเวณี
(๔) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๗) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้
กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๘) ไม่เป็นผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคเอดส์ วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะที่
ปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือติดยาเสพติด
ข้อ ๗ สถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพต้องจัดให้มีห้องนอน ห้องพยาบาล ห้อง
ต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียน ห้องอาหาร ห้องน้ำ และส้วม แยกเป็นสัดส่วนไม่ปะปนกัน โดยให้มีช่องแสงสว่าง
และช่องระบายอากาศอย่างเพียงพอ และต้องมีสุขลักษณะดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ
(๑) ห้องนอนต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า ๙.๐๐ ตารางเมตร โดยมีส่วนกว้างไม่น้อยกว่า ๒.๕๐ เมตร
และต้องมีเนื้อที่ไม่น้อยกว่า ๔.๐๐ ตารางเมตร ต่อผู้อยู่ในความดูแลหรือผู้รับการคุ้มครอง
และพัฒนาอาชีพหนึ่งคน
(๒) ห้องพยาบาล ห้องต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยียน และห้องอาหารต้องมีเนื้อที่แต่ละห้องไม่น้อยกว่า
๙.๐๐ ตารางเมตร
(๓) ห้องน้ำและส้วมต้องมีไม่น้อยกว่าอย่างละหนึ่งที่ต่อผู้อยู่ในความดูแลหรือผู้รับการคุ้มครอง
และพัฒนาอาชีพไม่เกินสิบคน
ข้อ ๘ สถานแรกรับและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพต้องจัดให้มีบริการ ดังต่อไปนี้
(๑) อาหาร ที่พัก เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น
(๒) ผู้ดูแลที่มีจำนวนเพียงพอแก่ผู้อยู่ในความดูแลหรือผู้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพโดยให้
มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับภารกิจ
(๓) การตรวจรักษาโรคหรือบริการทางการแพทย์
(๔) ที่พักโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง
(๕) บริการด้านสังคมสงเคราะห์ จิตวิทยา หรือการฟื้นฟูสภาพจิตใจ
(๖) กิจกรรมหรือนันทนาการตามความเหมาะสม
ข้อ ๙ สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพต้องจัดให้มีบริการเพิ่มเติมจากข้อ ๘ ดังต่อไปนี้
(๑) การศึกษาประเภทสามัญหรือวิชาชีพตามหลักสูตรที่ทางราชการรับรอง ตามความเหมาะสม
แก่สติปัญญาและความถนัดของผู้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ
(๒) การจัดหางานอาชีพให้ทำตามความเหมาะสมและความถนัดของผู้รับการคุ้มครองและ
พัฒนาอาชีพ
(๓) การจัดส่งกลับถิ่นที่อยู่หรือภูมิลำเนา
(๔) การสอดส่อง ติดตาม และให้คำแนะนำปรึกษาหรือช่วยเหลือแก่ผู้รับการคุ้มครองและ
พัฒนาอาชีพซึ่งออกจากสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพไปแล้ว
ข้อ ๑๐ สถานแรกรับและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ต้องจัดให้มีทะเบียนประวัติ และ
ทะเบียนรับและจำหน่ายของผู้อยู่ในความดูแลหรือผู้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ แล้วแต่กรณี ตาม
แบบที่อธิบดีกำหนด
ข้อ ๑๑ ใบอนุญาตให้จัดตั้งสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ต้องแสดงไว้ ณ ที่
เปิดเผยให้เห็นได้ง่ายในสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ
ข้อ ๑๒ ให้มีป้ายชื่อสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพเป็นภาษาไทย ขนาดใหญ่
พอเห็นได้ในระยะอันสมควร ติดไว้ ณ สถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพในที่เปิดเผยและ
เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกอาคาร
ข้อ ๑๓ ห้ามมิให้สถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพเรียกเก็บค่าบริการ ค่าใช้จ่าย
หรือเงินอื่นใดจากผู้อยู่ในความดูแลหรือผู้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ
ข้อ ๑๔ เมื่อมีการดัดแปลงหรือต่อเติมอาคาร หรือขยายสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและ
พัฒนาอาชีพ ให้มูลนิธิหรือสมาคมที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งแจ้งเป็นหนังสือต่ออธิบดีล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบ
ห้าวันก่อนมีการดัดแปลงหรือต่อเติมอาคาร หรือขยายสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ
แล้วแต่กรณี
ข้อ ๑๕ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการสถานแรกรับหรือผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและ
พัฒนาอาชีพ หรือเมื่อมีการเลิกดำเนินกิจการสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ให้มูลนิธิ
หรือสมาคมที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งแจ้งเป็นหนังสือต่ออธิบดีล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนมีการ
เปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการ หรือไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนมีการเลิกดำเนินกิจการ แล้วแต่กรณี
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๒
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๖ แห่งพระราช
บัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติให้การขออนุญาตและการอนุญาตให้
จัดตั้งสถานแรกรับหรือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่
กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้