ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
กฎกระทรวง
การจ่ายเงินชดเชยกรณีที่ได้รับผลประโยชน์
น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคาร
พ.ศ. ๒๕๕๘
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ
กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ เมื่อสมาชิกสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา ๓๓ (๑) หรือ (๒) ให้กองทุนคำนวณผลประโยชน์
ของเงินสะสมและเงินสมทบที่สมาชิกนั้นได้รับตลอดช่วงอายุการเป็นสมาชิก โดยให้นับตั้งแต่วันที่เริ่มเป็น
สมาชิกจนถึงวันที่สิ้นสมาชิกภาพ
ในกรณีที่ผลประโยชน์ของสมาชิกที่คำนวณได้ตามวรรคหนึ่งน้อยกว่าผลประโยชน์ที่คำนวณได้
จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภทสิบสองเดือนสำหรับบุคคลธรรมดาโดยเฉลี่ยของธนาคารออมสิน
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารพาณิชย์แห่งใหญ่ห้าแห่งตามที่คณะกรรมการ
กำหนดให้กองทุนจ่ายเงินชดเชยจากเงินในบัญชีเงินกองกลางให้แก่สมาชิกดังกล่าวเพื่อให้ได้รับผล
ประโยชน์เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามที่คำนวณได้ในช่วงเวลาเดียวกัน
ข้อ ๒ การจ่ายเงินชดเชยตามข้อ ๑ ให้แก่สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา ๓๓ (๑) หรือ (๒)
ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) กรณีที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา ๓๓ (๑) ให้กองทุนนำเงินชดเชยที่ต้องจ่ายไปรวม
กับเงินในบัญชีเงินรายบุคคลเพื่อคำนวณเงินบำนาญให้แก่สมาชิกผู้นั้น และให้ถือว่าการจ่าย
เงินบำนาญให้แก่สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินชดเชยตามที่กำหนดไว้ใน
กฎกระทรวงนี้
(๒) กรณีที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา ๓๓ (๒) ให้กองทุนจ่ายเงินชดเชยให้แก่บุคคลซึ่ง
สมาชิกผู้ตายได้แสดงเจตนาไว้หรือให้แก่ทายาทตามมาตรา ๓๖ ในกรณีที่สมาชิกผู้ตายมิได้
แสดงเจตนาไว้และให้จ่ายครั้งเดียวทั้งจำนวนรวมกับการจ่ายเงินตามจำนวนที่มีอยู่ในบัญชี
เงินรายบุคคลของสมาชิก
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๘
สมหมาย ภาษี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้บัญญัติให้กองทุนจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่
สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพตามมาตรา ๓๓ (๑) หรือ (๒) เพื่อให้ได้ผลประโยชน์เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
ประจำประเภทสิบสองเดือนโดยเฉลี่ยของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
และธนาคารพาณิชย์แห่งใหญ่ห้าแห่งตามที่คณะกรรมการกำหนด จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้