ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
กฎกระทรวง
ฉบับที่ ๓๑ (พ.ศ. ๒๕๑๔)
ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ
คลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยวิธีการออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทที่เรียกว่า “
พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ชนิดดอกเบี้ยร้อยละแปด” มีจำนวนไม่เกินแปดร้อยล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้เป็นพันธบัตรชนิดออกให้ในนามผู้ซื้อพันธบัตรและจดทะเบียน
ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้เป็นหน่วย หน่วยละหนึ่งหมื่นบาท
ข้อ ๓ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จำหน่ายให้เฉพาะแก่ธนาคารออมสินหรือธนาคารแห่ง
ประเทศไทย
ข้อ ๔ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันสิ้น
ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕
ข้อ ๕ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนภายในสิบห้าปี นับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตาม
ข้อ ๔
ตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป กระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตร
เงินกู้ประเภทนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
สามสิบวัน
ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วน ให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๖ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เป็นไปตามแบบและเงื่อนไขท้ายกฎกระทรวงนี้และมิให้ถือว่า
พันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้
แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๗ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละแปดต่อปี
การชำระดอกเบี้ย ให้ชำระแก่ผู้มีนามในพันธบัตรเงินกู้ที่ได้จดทะเบียนไว้ หรือตามคำร้องขอ
ของผู้มีนามในพันธบัตรฉบับนั้น โดยให้แบ่งชำระปีละสองงวด คือ ในวันที่ ๑๕ เมษายน และวันที่ ๑๕
ตุลาคม ทุกปี เป็นจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ กัน ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่ แต่การชำระดอกเบี้ยงวด
แรกของพันธบัตรแต่ละฉบับซึ่งมีหลายหน่วย ให้คำนวณต้นเงินของทุกหน่วยรวมกันตั้งแต่วันที่จำหน่าย
พันธบัตรได้ จนถึงวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ หรือวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๘ เมื่อได้รับคำเสนอซื้อพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้พร้อมด้วยได้รับชำระเงินตามราคาพันธบัตร
แล้ว ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมอบพันธบัตรและจดทะเบียนพันธบัตรฉบับนั้นไว้
ข้อ ๙ ภายใต้บังคับข้อ ๑๐ การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำ
ได้แต่เฉพาะในระหว่างผู้มีสิทธิซื้อพันธบัตรตามข้อ ๓ และจะต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนการโอน
กรรมสิทธิ์หรือการจำนำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
การโอนกรรมสิทธิ์จะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗
มิได้
ข้อ ๑๐ เมื่อเห็นเป็นการสมควร กระทรวงการคลังจะรับโอนกรรมสิทธิ์พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้
ไว้ก็ได้
พันธบัตรที่กระทรวงการคลังรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้
คืนแล้ว ตั้งแต่วันรับโอนกรรมสิทธิ์
ข้อ ๑๑ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตร
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ และจัดการอื่น ๆ ที่
จะเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้
แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
(๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร
(๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๑ ของราคาพันธบัตรที่
จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่ชำระ และต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๔ การนับเวลาเพื่อคำนวณดอกเบี้ย ถ้ามีเศษของงวดให้คำนวณตามจำนวนวันและให้
ถือว่าปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน
ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔
บุญมา วงศ์สวรรค์
ปลัดกระทรวงการคลัง
ผู้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นจะ
ต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินและตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณให้อำนาจ
กระทรวงการคลังกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณราย
จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ จะกู้ได้ไม่เกิน ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงการคลังได้ออก
กฎกระทรวงเพื่อกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทพันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ชนิด
ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่ง จำนวนไม่เกินสองร้อยล้านบาทมาแล้ว สำหรับในวาระที่สองนี้สมควรกู้โดยวิธีออก
พันธบัตรเงินกู้ประเภทพันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ชนิดดอกเบี้ยร้อยละแปด จำนวนไม่
เกินแปดร้อยล้านบาทซึ่งรวมกับที่กู้ในวาระแรกแล้วเท่ากับร้อยละ ๓.๔๔ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้