ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
กฎกระทรวง
สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม
พ.ศ. ๒๕๖๘
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ และมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ.
๒๕๕๐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป
ข้อ ๒ กฎกระทรวงนี้ให้มีอายุสิบปี
ข้อ ๓ ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยว
กับเรื่องดังต่อไปนี้ เพื่อนำมาประมวลผลเป็นข้อมูลสถิติเป็นรายสาขาธุรกิจและอุตสาหกรรม และประมวล
ผลเป็นข้อมูลในการวางนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และธุรกิจของประเทศ
(๑) จำนวนและขนาดของสถานประกอบการ
(๒) ประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรม
(๓) ลักษณะเชิงเศรษฐกิจและสังคมของสถานประกอบการ
(๔) จำนวนคนทำงานและค่าตอบแทนของสถานประกอบการ
(๕) ผลผลิต รายรับ และค่าใช้จ่ายของสถานประกอบการ
(๖) มูลค่าของสินทรัพย์ถาวรของสถานประกอบการ
(๗) ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรม
ข้อ ๔ เขตท้องที่ที่ทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่ ทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร
ข้อ ๕ ให้ผู้ประกอบการหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ประกอบการของสถานประกอบการทุก
แห่งที่อยู่ในเขตท้องที่ตามข้อ ๔ เป็นผู้ให้ข้อมูลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยการให้สัมภาษณ์ ตอบ
แบบสอบถามผ่านระบบเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีการอื่นตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่ง
ชาติประกาศกำหนด
ข้อ ๖ ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบทำสำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรม
ตามกฎกระทรวงนี้
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘
ประเสริฐ จันทรรวงทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดทำ
สำมะโนธุรกิจและอุตสาหกรรมในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวน
และขนาดของสถานประกอบการ ประเภทธุรกิจและอุตสาหกรรม ลักษณะเชิงเศรษฐกิจและสังคมของ
สถานประกอบการ จำนวนคนทำงาน ค่าตอบแทน ผลผลิต รายรับ ค่าใช้จ่าย และมูลค่าของสินทรัพย์ถาวร
ของสถานประกอบการ รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรม และประมวลผลเป็น
ข้อมูลสถิติเป็นรายสาขาธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางนโยบายและแผนพัฒนา
เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และธุรกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้