ค้นหามาตราพิมพ์เลขมาตรา เช่น 288, 288/1 หรือข้อความในตัวบท
พระราชบัญญัติ
โอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในท้องที่ตำบลท้ายบ้าน
อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่การเคหะแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๓๑
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๑
เป็นปีที่ ๔๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้
ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินในท้องที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอ
เมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่การเคหะแห่งชาติเพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของการเคหะ
แห่งชาติ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของ
รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติโอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่น
ดิน ในท้องที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.
๒๕๓๑”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้น
ไป
มาตรา ๓ ให้โอนที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในท้องที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
สมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา ภายในแนวเขตตามแผนที่
ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ให้แก่การเคหะแห่งชาติ
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากทาง
สาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ในท้องที่ตำบลท้ายบ้าน
อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๒ งาน ๕๖ ตารางวา เข้าไปสิ้นสุดลง
ในที่ดินของการเคหะแห่งชาติและไม่มีทางเชื่อมต่อกับทางสาธารณะอื่น ๆ ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้
ประโยชน์ได้ และเนื่องจากการเคหะแห่งชาติมีความประสงค์จะนำที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการจัดสร้างโครงการเคหะนครหลวงจังหวัดสมุทรปราการ การเคหะแห่งชาติจึง
ได้จัดหาที่ดิน ซึ่งเป็นของการเคหะแห่งชาติ เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖๐ ตารางวา ซึ่งอยู่ในท้องที่
เดียวกันมาแลกเปลี่ยนทำเป็นถนนสาธารณประโยชน์ให้พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันแทน สมควรโอนที่ดิน
ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าวให้แก่การเคหะแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้