สนธิสัญญา
ระหว่าง
ราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา
ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา (ต่อไปนี้เรียกว่า “ภาคีคู่สัญญา”)
ปรารถนาที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างประเทศทั้งสองในการปราบ
ปรามอาชญากรรม โดยการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตย
ซึ่งกันและกัน ความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกัน
ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
๑. เพื่อความมุ่งประสงค์ของสนธิสัญญานี้ ความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้คือ ความผิดซึ่งลงโทษ
ได้ตามกฎหมายของภาคีคู่สัญญาโดยโทษจำคุกหรือการกักขังในรูปแบบอื่นเป็นระยะเวลามากกว่าหนึ่งปี
หรือโดยโทษที่หนักกว่าใดใด
๒. ในกรณีที่คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหรือ
กักขังในรูปแบบอื่น โดยศาลของภาคีที่ร้องขอ สำหรับความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนใดใด การส่งผู้ร้ายข้าม
แดนจะได้รับอนุมัติหากระยะเวลาของโทษที่จะต้องรับตามคำพิพากษายังเหลืออยู่อย่างน้อยหกเดือน
๓. เพื่อความมุ่งประสงค์ของข้อนี้ ในการวินิจฉัยว่าความผิดใดเป็นความผิดตามกฎหมายของ
ภาคีคู่สัญญา จะไม่คำนึงว่ากฎหมายของภาคีคู่สัญญาได้กำหนดให้การกระทำที่เป็นความผิดนั้นไว้ในความ
ผิดประเภทเดียวกัน หรือได้เรียกชื่อความผิดเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่
๔. เมื่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้รับการอนุมัติสำหรับความผิดที่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ความผิดหนึ่ง
แล้ว อาจมีการอนุมัติส่งผู้ร้ายข้ามแดนสำหรับความผิดอื่นซึ่งระบุไว้ในคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เป็น
ไปตามเงื่อนไขอื่น ๆ สำหรับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยครบถ้วน แม้ว่าจะไม่เข้าเงื่อนไขที่เกี่ยวกับระยะเวลา
ของโทษหรือคำสั่งกักขังที่ระบุไว้ในวรรค ๑ และ ๒ ของข้อนี้
ข้อ ๒
ข้อผูกพันในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
โดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้ ภาคีคู่สัญญาตกลงที่จะส่งให้แก่กันและกัน ซึ่ง
บุคคลที่พบในดินแดนของภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง ที่ถูกต้องการตัวเพื่อการฟ้อง การพิจารณาคดี หรือเพื่อการ
กำหนดหรือดำเนินการลงโทษในดินแดนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งสำหรับการกระทำความผิดที่ส่งผู้ร้าย
ข้ามแดนได้
ข้อ ๓
เหตุสำหรับการปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะไม่ได้รับการอนุมัติภายใต้สนธิสัญญานี้ในสภาพการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(๑) ภาคีที่ได้รับการร้องขอพิจารณาเห็นว่าความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยภาคีที่ร้องขอ
เป็นความผิดทางการเมือง ความผิดทางการเมืองในที่นี้จะไม่รวมถึงการปลงชีวิตหรือการ
พยายามปลงชีวิตหรือการประทุษร้ายต่อร่างกายของประมุขแห่งรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลหรือ
สมาชิกในครอบครัวของบุคคลดังกล่าว
(๒) ภาคีที่ได้รับการร้องขอมีเหตุผลหนักแน่นในอันที่จะสันนิษฐานว่าคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ของภาคีผู้ร้องขอมีความมุ่งประสงค์ในการที่จะดำเนินกระบวนการทางอาญา หรือดำเนิน
การลงโทษบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว โดยมีสาเหตุจากเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ หรือความเห็น
ทางการเมืองของบุคคลนั้น หรือว่าสถานะของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเพื่อดำเนินคดีทางศาล
จะถูกทำให้เสื่อมเสียโดยสาเหตุใด ๆ ดังกล่าวข้างต้น
(๓) ความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นความผิดเฉพาะภายใต้กฎหมายทางทหารของภาคีที่
ร้องขอ และไม่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาของภาคีคู่สัญญานั้น
(๔) การฟ้องคดีหรือการดำเนินการลงโทษสำหรับความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นต้องห้าม
โดยเหตุที่บัญญัติไว้ตามกฎหมายของภาคีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยว
กับอายุความ
(๕) ภาคีที่ได้รับการร้องขอได้มีคำพิพากษาต่อบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวสำหรับความผิดเดียวกัน
ก่อนมีคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
(๖) คำพิพากษาของภาคีที่ร้องขอได้ทำลับหลังจำเลยโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ถูกพิพากษาลงโทษทราบ
อย่างเพียงพอถึงการดำเนินคดีและโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกพิพากษาลงโทษจัดให้มีการต่อสู้
คดีและให้มีการพิจารณาคดีใหม่ต่อหน้าบุคคลนั้น
ข้อ ๔
เหตุสำหรับการใช้ดุลยพินิจปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
การส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจถูกปฏิเสธภายใต้สนธิสัญญานี้ในสภาพการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อ
ไปนี้
(๑) ภาคีที่ได้รับการร้องขอมีเขตอำนาจตามกฎหมายเหนือความผิดที่มีการขอให้ส่งผู้ร้ายข้าม
แดนและจะดำเนินคดีกับบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว
(๒) ในกรณีพิเศษ แม้ว่าภาคีที่ได้รับการร้องขอจะได้คำนึงถึงความรุนแรงของความผิดและผล
ประโยชน์ของภาคีที่ร้องขอแล้ว ยังเห็นว่า เนื่องจากสภาพการณ์ส่วนบุคคลของบุคคลที่ถูก
ขอให้ส่งตัว การส่งผู้ร้ายข้ามแดนอาจไม่สอดคล้องกับข้อพิจารณาด้านมนุษยธรรม
(๓) ภาคีที่ได้รับการร้องขอกำลังดำเนินคดีกับบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวสำหรับความผิดเดียวกัน
(๔) บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวได้ถูกพิพากษาลงโทษหรือจะถูกดำเนินคดีหรือพิพากษาลงโทษในรัฐ
ที่ร้องขอโดยศาลหรือคณะตุลาการพิเศษหรือเฉพาะกิจ ข้อบทนี้ไม่ห้ามการส่งผู้ร้ายข้าม
แดน ซึ่งเกิดจากเขตอำนาจทางอาญาตามปกติของศาลทหารถาวร
ข้อ ๕
การส่งคนชาติข้ามแดน
๑. ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ส่งคนชาติของตนข้ามแดน
๒. หากการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ได้รับการอนุมัติตามวรรค ๑ ของข้อนี้ ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะ
ต้องเสนอคดีนั้นให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของตนเพื่อฟ้องคดีต่อไปตามคำร้องขอของภาคีที่ร้องขอ เพื่อความ
มุ่งประสงค์นี้ ภาคีที่ร้องขอจะต้องส่งเอกสารและพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีให้แก่ภาคีที่ได้รับการร้องขอ
๓. โดยไม่คำนึงถึงวรรค ๒ ของข้อนี้ ภาคีที่ได้รับการร้องขอไม่ต้องเสนอคดีนั้นต่อเจ้าหน้าที่ผู้มี
อำนาจของตนเพื่อฟ้องคดี หากภาคีที่ได้รับการร้องขอไม่มีเขตอำนาจเหนือความผิดนั้น
ข้อ ๖
ช่องทางการติดต่อ
เพื่อความมุ่งประสงค์ของสนธิสัญญานี้ ภาคีคู่สัญญาจะติดต่อกันผ่านช่องทางการทูต เว้นแต่จะ
มีการระบุไว้เป็นอย่างอื่นในสนธิสัญญานี้
ข้อ ๗
คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและเอกสารที่ต้องการ
๑. คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และจะต้องแนบเอกสารต่อไปนี้
(ก) เอกสาร คำแถลง หรือพยานหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งเพียงพอที่จะระบุรูปพรรณสัณฐาน และที่อยู่
ที่อาจเป็นไปได้ของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว
(ข) คำแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี
(ค) บทบัญญัติของกฎหมายที่ระบุองค์ประกอบสำคัญและที่กำหนดฐานความผิดที่ขอให้ส่งผู้ร้าย
ข้ามแดน
(ง) บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดโทษสำหรับความผิด และ
(จ) บทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี หรือในการดำเนินการลงโทษ
สำหรับความผิด หากมี
๒. คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเพื่อการฟ้องคดีจะต้องแนบ
(ก) สำเนาหมายจับที่ออกโดยผู้พิพากษา หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของภาคีที่ร้องขอ
(ข) พยานหลักฐานซึ่งแสดงให้เห็นว่า การจับและให้มีการดำเนินคดีบุคคลดังกล่าวเป็นไปโดย
ชอบ รวมถึงพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ระบุ
ไว้ในหมายจับ
๓. เมื่อคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกพิพากษาว่ากระทำผิดแล้ว จะต้อง
แนบเอกสารเพิ่มเติมจากเอกสารที่ระบุไว้ในวรรค ๑ ของข้อนี้
(ก) สำเนาคำพิพากษาของศาลของภาคีที่ร้องขอ
(ข) พยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นบุคคลเดียวกันกับที่อ้างถึงในคำ
พิพากษาว่ากระทำผิด และ
(ค) คำแถลงที่แสดงว่าได้มีการรับโทษตามคำพิพากษาไปแล้วเพียงใด
(ง) คำแถลงเกี่ยวกับหนทางทางกฎหมายที่มีให้แก่บุคคลในอันที่จะเตรียมการต่อสู้คดีหรือการ
ให้มีการพิจารณาคดีใหม่ต่อหน้าบุคคลนั้น
๔. หากบุคคลถูกพิพากษาว่ากระทำความผิด แต่ยังมิได้มีการกำหนดโทษ นอกจากรายการซึ่ง
กำหนดไว้ตามวรรค ๑ และวรรค ๓ ของข้อนี้ คำขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องประกอบด้วย คำแถลงเกี่ยว
กับความผิดซึ่งมีการขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและคำบรรยายเกี่ยวกับการกระทำหรือการละเว้นการกระทำที่
ก่อให้เกิดความผิดและคำแถลงยืนยันว่ามีเจตนาที่จะกำหนดโทษ
๕. เอกสารทั้งหมดที่นำส่งโดยภาคีที่ร้องขอตามบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้ จะต้องมีการลง
ลายมือชื่อหรือตราประทับอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งแนบคำแปลภาษาอังกฤษที่ได้รับการรับรองด้วย
ข้อ ๘
ข้อสนเทศเพิ่มเติม
หากภาคีที่ได้รับการร้องขอพิจารณาเห็นว่า ข้อสนเทศที่เสนอมาเพื่อสนับสนุนคำร้องขอให้ส่ง
ผู้ร้ายข้ามแดนไม่เพียงพอตามสนธิสัญญานี้ในอันที่จะพิจารณาอนุมัติการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ภาคีฝ่ายนั้นอาจ
ขอให้จัดหาข้อสนเทศเพิ่มเติมให้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากภาคีที่ร้องขอไม่สามารถส่งมอบข้อสนเทศ
เพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าภาคีนั้นถอนคำร้องขอของตนโดยสมัครใจ อย่างไรก็ตาม ภาคีที่
ร้องขอจะไม่ถูกตัดสิทธิในการที่จะทำคำร้องขอใหม่เพื่อวัตถุประสงค์เดิม
ข้อ ๙
การจับกุมชั่วคราว
๑. ในกรณีเร่งด่วน ภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งให้จับกุมบุคคลที่
ถูกขอให้ส่งตัวไว้ชั่วคราวได้ คำขอให้จับกุมตัวชั่วคราวอาจทำเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านช่องทางการทูต หรือ
ผ่านองค์การตำรวจสากล (อินเทอร์โพล)
๒. คำร้องขอจะประกอบด้วย รูปพรรณของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว ที่อยู่ของบุคคลนั้นหากรู้
คำแถลงย่อเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดี คำแถลงว่าได้มีหมายจับหรือได้มีคำพิพากษาว่ากระทำผิดสำหรับ
บุคคลนั้นตามที่ระบุไว้ในข้อ ๗ และคำแถลงว่าจะได้ส่งคำร้องขอให้ส่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตาม
มา
๓. ภาคีที่ร้องขอจะได้รับแจ้งผลของการขอโดยไม่ชักช้า
๔. การจับกุมชั่วคราวจะสิ้นสุดลง หากภายในระยะเวลาหกสิบวันหลังการจับกุมบุคคลที่ถูกขอ
ให้ส่งตัว เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของภาคีที่ได้รับการร้องขอยังมิได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการให้ส่งผู้ร้าย
ข้ามแดนและเอกสารสนับสนุนที่กำหนดไว้ในข้อ ๗
๕. การสิ้นสุดการจับกุมชั่วคราวตามวรรค ๔ ของข้อนี้ จะไม่เป็นที่เสื่อมเสียต่อการส่งบุคคลดัง
กล่าวข้ามแดน หากมีการส่งคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและเอกสารสนับสนุนที่ระบุไว้ในข้อ ๗ ตามมาใน
ภายหลัง
ข้อ ๑๐
วิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแบบย่อ
หากบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างถอนไม่ได้ให้ส่งตนเป็นผู้ร้ายข้าม
แดน หลังจากที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจได้แจ้งให้ทราบเป็นการเฉพาะตัวถึงสิทธิของตนที่จะได้รับการพิจารณา
ตามกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอย่างเป็นทางการ และความคุ้มครองที่จะได้รับจากกระบวนการดังกล่าว
ภาคีที่ได้รับคำร้องขออาจอนุมัติให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
อย่างเป็นทางการ และให้นำบทบัญญัติข้อ ๑๒ มาใช้บังคับ
ข้อ ๑๑
คำวินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องขอ
๑. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามวิธีการที่
กำหนดไว้โดยกฎหมายของตน และจะแจ้งให้ภาคีผู้ร้องขอทราบถึงคำวินิจฉัยของตนโดยพลัน
๒. การปฏิเสธคำร้องขอบางส่วนหรือทั้งหมดจะต้องให้เหตุผล
ข้อ ๑๒
การส่งมอบตัวบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว
๑. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะแจ้งโดยไม่ชักช้าผ่านช่องทางการทูตให้ภาคีที่ร้องขอทราบถึงการ
วินิจฉัยของตนเกี่ยวกับคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและจะแจ้งให้ภาคีที่ร้องขอทราบถึงระยะเวลาซึ่ง
บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวถูกกักขังก่อนการส่งมอบตัว
๒. หากอนุมัติให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ภาคีที่ได้รับการร้องขอและภาคีที่ร้องขอจะวินิจฉัยโดยการ
ปรึกษาหารือถึงเรื่องการดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
๓. ให้ถือว่าภาคีที่ร้องขอได้ถอนคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากภาคีที่ร้องขอไม่รับตัวบุคคล
ที่ถูกขอให้ส่งตัวภายในสิบห้าวันหลังจากวันที่ได้ตกลงกันเรื่องการดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เว้นแต่จะ
ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นตามวรรค ๔ ของข้อนี้ ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะปล่อยตัวบุคคลนั้นเป็นอิสระทันที
และอาจปฏิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดนสำหรับความผิดเดียวกันได้
๔. หากภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ส่งมอบหรือไม่รับตัวบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวภายในเวลาที่ตกลง
กันด้วยเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของภาคีคู่สัญญาฝ่ายนั้น ให้แจ้งภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบ ภาคี
คู่สัญญาทั้งสองจะวินิจฉัยโดยการปรึกษาหารือถึงเรื่องการดำเนินการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนอีกครั้งหนึ่ง และ
ให้นำข้อบทของวรรค ๓ ของข้อนี้มาใช้บังคับ
ข้อ ๑๓
การเลื่อนการส่งมอบตัวและการส่งมอบตัวชั่วคราว
๑. เมื่อบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวกำลังถูกดำเนินคดีหรือกำลังรับโทษในดินแดนของภาคีที่ได้รับการ
ร้องขอในความผิดนอกเหนือไปจากความผิดซึ่งขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ภาคีที่ได้รับการร้องขออาจส่ง
มอบตัวบุคคลดังกล่าว หรือเลื่อนการส่งมอบตัวออกไปจนกระทั่งการดำเนินคดีเสร็จสิ้นลงหรือจนกระทั่งได้
มีการรับโทษตามคำพิพากษาทั้งหมดหรือบางส่วนแล้ว ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะแจ้งภาคีที่ร้องขอเกี่ยวกับ
การเลื่อนใด ๆ
๒. ภายในขอบเขตที่กฎหมายของภาคีที่ได้รับการร้องขออนุญาต หากเป็นกรณีของบุคคลที่อยู่
ในข่ายจะถูกส่งข้ามแดนได้ ภาคีที่ได้รับการร้องขออาจส่งมอบตัวบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวให้แก่ภาคีที่ร้องขอ
เป็นการชั่วคราวเพื่อวัตถุประสงค์ในการฟ้องคดีตามเงื่อนไขที่ภาคีคู่สัญญาทั้งสองจะได้กำหนด ทั้งนี้ บุคคล
ที่ถูกส่งตัวกลับมายังภาคีที่ได้รับการร้องขอหลังจากการมอบตัวชั่วคราว อาจถูกส่งมอบตัวให้แก่ภาคีที่
ร้องขอในที่สุดเพื่อรับโทษตามคำพิพากษา โดยสอดคล้องกับบทบัญญัติของสนธิสัญญานี้
ข้อ ๑๔
คำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากหลายรัฐ
หากภาคีที่ได้รับคำร้องขอได้รับคำร้องขอจากภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งและจากรัฐที่สามอีกรัฐ
หนึ่งหรือมากกว่า เพื่อขอให้ส่งบุคคลเดียวกันข้ามแดนไม่ว่าจะในความผิดเดียวกันหรือความผิดแตกต่างกัน
ภาคีที่ได้รับคำร้องขอจะตัดสินว่า จะส่งบุคคลผู้นั้นข้ามแดนให้แก่รัฐใด ในการวินิจฉัยภาคีนั้นจะพิจารณา
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะปัจจัยต่อไปนี้
ก) รัฐซึ่งความผิดได้กระทำขึ้น
ข) ในกรณีที่เป็นความผิดแตกต่างกัน รัฐที่ขอให้ส่งบุคคลในความผิดที่มีโทษหนักที่สุดตาม
กฎหมายของภาคีที่ได้รับการร้องขอ
ค) ในกรณีเป็นความผิดแตกต่างกันซึ่งภาคีที่ได้รับการร้องขอเห็นว่ามีความร้ายแรงเท่ากัน
ลำดับคำร้องขอที่ได้รับจากรัฐที่ร้องขอ
ง) สัญชาติของผู้กระทำผิด และ
จ) ความเป็นไปได้ในการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อระหว่างรัฐที่ร้องขอเหล่านั้น
ข้อ ๑๕
หลักเกณฑ์ว่าด้วยการพิจารณาความผิดเฉพาะเรื่อง
๑. บุคคลที่ถูกส่งตัวข้ามแดนภายใต้สนธิสัญญานี้ จะไม่ถูกควบคุมตัว พิจารณาคดีหรือลงโทษใน
ดินแดนของภาคีที่ร้องขอสำหรับความผิดอื่นนอกเหนือจากความผิดที่อนุมัติให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน และจะไม่
ถูกส่งตัวข้ามแดน โดยภาคีนั้นไปยังรัฐที่สาม นอกจาก
ก) บุคคลนั้นได้ออกจากดินแดนของภาคีที่ร้องขอภายหลังการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและได้กลับ
เข้าไปใหม่โดยสมัครใจ
ข) บุคคลนั้นมิได้ออกไปจากดินแดนของภาคีที่ร้องขอภายในสามสิบวันภายหลังจากที่มีอิสระที่
จะกระทำเช่นนั้น หรือ
ค) ภาคีที่ได้รับการร้องขอได้ให้ความยินยอมแก่การคุมขัง การพิจารณาคดีหรือการลงโทษ
บุคคลนั้นสำหรับความผิดอื่นนอกจากความผิดที่อนุมัติให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้
แก่รัฐที่สาม เพื่อความมุ่งประสงค์นี้ ภาคีที่ได้รับการร้องขออาจขอให้มีการส่งเอกสารหรือคำแถลงซึ่งระบุไว้
ในข้อ ๗ รวมถึงคำให้การใด ๆ ของบุคคลที่ถูกส่งตัวข้ามแดนในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดนั้น
๒. บทบัญญัติเหล่านี้จะไม่ใช้บังคับกับความผิดที่กระทำขึ้นภายหลังการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ข้อ ๑๖
การส่งมอบทรัพย์สิน
๑. เท่าที่กฎหมายของภาคีที่ได้รับคำร้องขออนุญาตไว้ และเมื่อได้รับการร้องขอจากภาคีที่
ร้องขอ ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะยึดและจะส่งมอบพร้อมกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งทรัพย์สิน
ก) ที่อาจต้องใช้เป็นพยานหลักฐาน หรือ
ข) ที่ได้มาโดยผลของการกระทำความผิด และพบอยู่ในความครอบครองของบุคคลที่ถูกขอให้
ส่งตัวในขณะที่ถูกจับกุมหรือค้นพบในภายหลัง
๒. ทรัพย์สินที่ระบุไว้ในวรรค ๑ ของข้อนี้จะส่งมอบให้ ถึงแม้ว่าการส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งได้อนุมัติ
แล้วไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวตาย หายสาบสูญ หรือหลบหนีไป
๓. เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องถูกยึดหรือถูกริบในดินแดนของภาคีที่ได้รับการร้องขอ ภาคีที่ได้
รับการร้องขออาจยึดทรัพย์สินนั้นไว้เป็นการชั่วคราว หรือส่งมอบให้โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องส่งทรัพย์สินนั้น
คืน ทั้งนี้ เพื่อใช้ในคดีอาญาที่กำลังดำเนินอยู่
๔. สิทธิใด ๆ ในทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งภาคีที่ได้รับการร้องขอหรือรัฐหรือบุคคลอื่นใดอาจได้มานั้น
จะได้รับความคุ้มครอง ในกรณีที่สิทธิดังกล่าวนี้มีอยู่ ให้คืนทรัพย์สินนั้นโดยไม่คิดค่าภาระใด ๆ ให้แก่ภาคีที่
ได้รับการร้องขอเมื่อภาคีนั้นขอ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายหลังการพิจารณาคดี
ข้อ ๑๗
การผ่านแดน
๑. เมื่อบุคคลจะถูกส่งข้ามแดนจากรัฐที่สามไปยังภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งผ่านดินแดนของภาคีคู่
สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ภาคีคู่สัญญาฝ่ายแรกจะร้องขอต่อภาคีคู่สัญญาฝ่ายหลังเพื่อให้อนุญาตให้ผ่านแดน ใน
กรณีที่ใช้การขนส่งทางอากาศและมิได้มีกำหนดการที่จะลงจอดในดินแดนของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่
จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตเช่นว่านั้น
๒. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะอนุญาตให้ผ่านแดนตามคำร้องขอที่กระทำโดยภาคีคู่สัญญาอีกฝ่าย
หนึ่ง หากคำร้องขอนั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมายของตน
ข้อ ๑๘
การแจ้งผลการดำเนินการ
ภาคีที่ร้องขอจะแจ้งให้ภาคีที่ได้รับการร้องขอทราบในเวลาอันควรถึงข้อสนเทศเกี่ยวกับการฟ้อง
การพิจารณาคดี และการดำเนินการลงโทษบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวหรือการส่งบุคคลนั้นข้ามแดนต่อไปยังรัฐ
ที่สาม
ข้อ ๑๙
การช่วยเหลือและค่าใช้จ่าย
๑. ภาคีที่ได้รับการร้องขอจะปรากฏตัวในนามภาคีที่ร้องขอและจะดำเนินกระบวนวิธีใด ๆ ที่
เกิดจากคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
๒. ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในดินแดนของภาคีที่ได้รับการร้องขอจากการดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
จนถึงเวลาส่งมอบตัวบุคคลซึ่งจะถูกส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้เป็นภาระของภาคีนั้น
ข้อ ๒๐
ความสัมพันธ์กับอนุสัญญาพหุภาคี
สนธิสัญญานี้จะไม่กระทบกระเทือนสิทธิและพันธกรณีที่ภาคีคู่สัญญามีอยู่ตามอนุสัญญาพหุภาคี
ใด ๆ
ข้อ ๒๑
การระงับข้อพิพาท
ข้อพิพาทใดที่เกิดขึ้นจากการใช้หรือการตีความสนธิสัญญานี้ให้ระงับโดยการปรึกษาหารือหรือ
การเจรจา
ข้อ ๒๒
ขอบเขตของการใช้บังคับ
สนธิสัญญานี้จะใช้บังคับเฉพาะกับความผิดที่ได้กระทำหลังจากที่สนธิสัญญามีผลใช้บังคับเท่านั้น
ข้อ ๒๓
การแก้ไข
สนธิสัญญานี้อาจได้รับการแก้ไขเมื่อได้รับการร้องขอจากภาคีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การแก้ไข
ใดซึ่งภาคีคู่สัญญาได้ตกลงกันแล้วจะมีผลใช้บังคับในวันที่จะตกลงร่วมกันและให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสนธิ
สัญญานี้
ข้อ ๒๔
การสัตยาบัน การมีผลใช้บังคับ และระยะเวลา
๑. สนธิสัญญานี้จะต้องได้รับการสัตยาบัน สัตยาบันสารจะแลกเปลี่ยนกันที่กรุงพนมเปญ สนธิ
สัญญานี้จะมีผลใช้บังคับสามสิบวันหลังจากการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสาร
๒. ภาคีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกสนธิสัญญานี้เมื่อใดก็ได้ โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์
อักษรให้ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งทราบโดยผ่านช่องทางการทูต สนธิสัญญานี้จะยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปอีกหกเดือน
หลังจากวันที่ภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้รับการแจ้งดังกล่าว การเลิกใช้สนธิสัญญานี้จะไม่เป็นที่เสื่อมเสียต่อ
กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนใด ๆ ซึ่งได้เริ่มขึ้นก่อนที่จะมีการเลิกใช้
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องจากรัฐของตนได้ลงนาม
สนธิสัญญานี้
ทำคู่กันเป็นสองฉบับ ณ กรุงเทพ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม คริสต์ศักราช ๑๙๙๘ เป็นภาษาไทย
กัมพูชาและอังกฤษ แต่ละภาษาถูกต้องเท่าเทียมกัน ในกรณีที่มีความแตกต่างกันในการตีความ ให้ใช้ภาษา
อังกฤษเป็นสำคัญ
สำหรับราชอาณาจักรไทย สำหรับราชอาณาจักรกัมพูชา
(สาโรจน์ ชวนะวิรัช) (อุจ คิมอาน)
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการ
ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ