← บทความทั้งหมดวิธีพิจารณาความ

JUSLUME 001

1 ตุลาคม 2569 · อ่าน 4 นาที

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3354/2565 ชั้นขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 192, 193 , 197, 198

JUSLUME 001

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3354/2565

โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๑๕๒๖๐ฯ และให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์จำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ๒ ครั้ง โดยครั้งที่ ๒ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จนถึงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ จำเลยยื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ

ในวันนัดพร้อม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยประเมินราคาที่ดินพิพาทเป็นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วน และให้พิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งรับคำให้การเพราะเป็นการสั่งโดยผิดหลงและมีคำสั่งไม่รับคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวจำเลยยื่นคำแถลงโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองหรือยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท และให้ใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๓,๔๐๐ บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นรับฟ้องเป็นคดีสามัญเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นคำให้การได้ถึงวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ การที่จำเลยยื่นคำให้การในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ จึงเกินกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๙๗ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยและให้ดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่จึงไม่ชอบต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยเป็นไม่รับคำให้การคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวชอบแล้วแม้ศาลชั้นต้นจะมิได้เพิกถอนการดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ด้วยก็ไม่ทำให้การพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีสามัญยังคงเป็นการพิจารณาคดีอย่างคดีมโนสาเร่เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีสามัญเปลี่ยนไปดำเนินการพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ได้ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา ๑๙๗ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง และในวรรคสองของมาตราเดียวกันบัญญัติว่าถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นออกเสียจากสารบบความแต่คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรานี้ไม่ใช่เป็นบทบังคับศาลเด็ดขาดให้ต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดี คงให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้โดยพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นราย ๆ ไป คดีนี้ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยเป็นไม่รับคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การให้สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบรวม ๔ ปากแสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนี้เสียจากสารบบความแต่ให้สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาคดีไปย่อมเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมแล้วหาขัดต่อมาตรา ๑๙๘ วรรคสองไม่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่มีเหตุให้เพิกถอนที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ สั่งคืน

𝗝𝗨𝗦𝗟𝗨𝗠𝗘 𝗡𝗢𝗧𝗘 :  แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้เพิกถอนการดำเนินคดีอย่างคดีมโนสาเร่ด้วยก็ไม่ทำให้การพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีสามัญยังคงเป็นการพิจารณาคดีอย่างคดีมโนสาเร่ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีสามัญเปลี่ยนไปดำเนินการพิจารณาอย่างคดีมโนสาเร่ได้

 


แชร์บทความ