#𝗝𝗨𝗦𝗟𝗨𝗠𝗘015
คำพิพากษาฎีกาที่ 1461/2569
𝗜𝗦𝗦𝗨𝗘 𝟭
หากอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษานั้นเป็นผู้ตรวจอุทธรณ์ จะสามารถอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่
────────────────
หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224
มาตรา ๒๒๔ ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจ แล้วแต่กรณี
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้นให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 , 198 , 208(2) 225
มาตรา ๑๙๓ คดีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ เว้นแต่จะถูกห้ามอุทธรณ์โดยประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอุทธรณ์ทุกฉบับต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อหรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ
มาตรา ๑๙๘ การยื่นอุทธรณ์ ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง
ให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน
ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยก็ได้ ข้อบังคับนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ความในวรรคสามมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยได้รับการรอการลงโทษจำคุก หรือรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
มาตรา ๒๐๘ ในการพิจารณาคดีอุทธรณ์ตามหมวดนี้
(๒) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็น เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา ก็ให้พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาหรือสั่งใหม่ตามรูปคดี
มาตรา ๒๒๕ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม เว้นแต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง
────────────────
ประเด็นปัญหา
……โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
……จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่าโจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมาพร้อมกับอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ตรี ( ที่ถูก พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ )
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า
……ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำคำสั่งยกคำร้อง
โจทก์หรือจำเลยอุทธรณ์
……จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
……ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์
โจทก์หรือจำเลยฎีกา
……โจทก์ฎีกา
คำวินิจฉัยศาลฎีกา/ผลคำพิพากษา
……ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ พ.ศ. 2499 มิได้บัญญัติวิธีการขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคสามมาใช้บังคับ
……ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์การยื่นอุทธรณ์จึงต้องนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 และมาตรา 198 มาใช้บังคับ ดังนั้นการยื่นอุทธรณ์ต้องยื่นต่อศาลชั้นต้นและเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่
……คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจตรวจอุทธรณ์โจทก์ได้และเมื่อผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่าอุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 193 ทวิ ( ที่ถูก พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22 )และข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรส่งศาลอุทธรณ์ ย่อมมีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้องได้เป็นเป็นการใช้อำนาจทั่วไปตามกฎหมาย เมื่อต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนด และผู้พิพากษาดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาต ต้องตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22
……ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นและเห็นเป็นการจำเป็นให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาคสองพิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อให้การวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์เป็นไปตามลำดับชั้นศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา208 (2)และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 4
────────────────
𝗝𝗨𝗦𝗟𝗨𝗠𝗘 𝗡𝗢𝗧𝗘 𝟬𝟭
แม้โจทก์มิได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แต่หากผู้พิพากษาดังกล่าวเป็นผู้ตรวจอุทธรณ์ ย่อมมีอำนาจในการตรวจอุทธรณ์และสั่งแก้ไขให้ถูกต้องได้ ทั้งยังมีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นดุลพินิจเด็ดขาด




