← 全部文章诉讼程序

JUSLUME 0012

2026年10月6日 · 阅读约 7 分钟

ผู้ถือกรรมสิทธิ์ เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบแล้วจาก ส. บุคคลภายนอก ดังนี้ ฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ และ โจทก์ฟ้องแย้ง มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 หรือไม่

#𝗝𝗨𝗦𝗟𝗨𝗠𝗘012


คำพิพากษาฎีกาที่ 1085/2569


𝗜𝗦𝗦𝗨𝗘 𝟭

ผู้ถือกรรมสิทธิ์ เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจำเลยฟ้องแย้งอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาโดยชอบแล้วจาก ส. บุคคลภายนอก ดังนี้ ฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่


𝗜𝗦𝗦𝗨𝗘 𝟮

โจทก์ฟ้องแย้ง มีสิทธิยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 254 หรือไม่


────────────────


หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 142(5) , 177 , 179 , 246 , 252 , 254(3)

มาตรา ๑๔๒ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อแต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่

(๕) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้

มาตรา ๑๗๗ เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลยทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน

ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจงในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น

จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้วให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

ให้ศาลตรวจดูคำให้การนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้คืนไปหรือสั่งไม่รับตามที่บัญญัติไว้ใน

มาตรา ๑๘

บทบัญญัติแห่งมาตรานี้ ให้ใช้บังคับแก่บุคคลภายนอกที่ถูกเรียกเข้ามาเป็นผู้ร้องสอดตามมาตรา ๕๗ (๓) โดยอนุโลม

มาตรา ๑๗๙ โจทก์หรือจำเลยจะแก้ไขข้อหา ข้อต่อสู้ข้ออ้าง หรือข้อเถียง อันกล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การที่เสนอต่อศาลแต่แรกก็ได้

การแก้ไขนั้น โดยเฉพาะอาจเป็นการแก้ไขในข้อต่อไปนี้

(๑) เพิ่ม หรือลด จำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือ

(๒) สละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อ หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์โดยวิธีเสนอคำฟ้องเพิ่ม

เติม หรือเสนอคำฟ้องเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตาม

คำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือ

(๓) ยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ เป็นข้อแก้ข้อหาเดิม หรือที่ยื่นภายหลัง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้าง

หรือข้อเถียงเพื่อสนับสนุนข้อหา หรือเพื่อหักล้างข้อหาของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

มาตรา ๒๔๖ เว้นแต่ที่ได้บัญญัติไว้ดังกล่าวมาข้างต้น บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นนั้น ให้ใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ได้โดยอนุโลม

มาตรา ๒๕๒ ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๒๕๐ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ๒๕๔ ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้

(๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอน การจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

────────────────


คำฟ้องและคำให้การ

……โจทก์ผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม (ได้มาโดยพินัยกรรมของช. เจ้ามรดก) ฟ้องขับไล่จำเลยทั้ง 3 พร้อมบริวารและเรียกค่าเสียหาย

……จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินมาโดยชอบแล้วจาก ส. (บุคคลภายนอก) ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของช. โดย บ. ผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ยินยอม ขอให้หมายเรียก บ. เข้ามาในคดี และขอให้โจทก์และบ. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ

……ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 (โจทก์ฟ้องแย้ง) ยื่นคำร้องขอคุ้มครอง ชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้ห้ามโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์หรือทำนิติกรรมใดใดในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและขอให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนนิติกรรมใดใดในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ก่อนจนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง


โจทก์หรือจำเลยอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ (คำร้องฯ)


คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน


โจทก์หรือจำเลยฎีกา

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดย ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา


คำวินิจฉัยศาลฎีกา/ผลคำพิพากษา

……ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยได้รับโอนมรดกตามพินัยกรรมของช. ขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์และขอให้ชำระค่าเสียหาย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากส. ผู้จัดการมรดกคนที่ 2 ของช. โดยบ. ผู้จัดการมรดกคนที่ 1 ของช. ยินยอมแต่บ. ไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ กลับนำไปโอนให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับโจทก์และบ. ร่วมกันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และรับเงินส่วนที่เหลือ กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับบ. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่บ. ผู้จัดการมรดก ของนางช. ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 177 และ มาตรา 179

…… แม้ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้ฟ้องแย้งนั้นก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 จึงให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

…… เมื่อไม่รับฟ้องแย้งแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในฐานะโจทก์ฟ้องแย้ง ไม่มีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254 (3) เพราะผู้มีสิทธิ์ขอคุ้มครองชั่วคราวตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นโจทก์เท่านั้น


────────────────


𝗝𝗨𝗦𝗟𝗨𝗠𝗘 𝗡𝗢𝗧𝗘 𝟬𝟭

หากฟ้องแย้งเป็นการโต้แย้งสิทธิกับบุคคลภายนอก ฟ้องแย้งนั้นย่อมไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาไปได้

分享文章